มีชายคนหนึ่งอายุประมาณ 60 ปี เก็บกระเป๋าเงินได้ มีเงินอยู่ข้างในหลายหมื่นบาท เขาจึงไปถามบาทหลวงว่าควรจะทำอย่างไร บาทหลวงบอกว่าให้เขาประกาศหาเจ้าของเพื่อแสดงความสัตย์ซื่อ

  ชายคนนั้นก็ทำตาม เขาลงประกาศหาเจ้าของกระเป๋านั้น ทั้งติดป้ายประกาศ แจ้งตำรวจ และประกาศทางอินเตอร์เนต แต่หลายเดือนผ่านไป ก็ยังไม่มีผู้ติดต่อว่าเป็นเจ้าของซักที เขาจึงไปปรึกษากับบาทหลวงอีกครั้งว่าควรทำอย่างไรจึงจะถูกต้อง บาทหลวงแนะนำว่า "ให้คุณแบ่งเงินนี้เป็น 3 ส่วน : ส่วนแรกให้เด็กกำพร้า ส่วนที่สองให้คนยากจน และส่วนที่สามให้กับคนชรา เพื่อเงินเหล่านี้จะได้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม"

  แล้วชายคนนั้นจึงกลับไปบ้าน นำเงินที่เก็บได้แบ่งเป็น 3 ส่วน เขาหยิบเงินส่วนแรกขึ้นมาแล้วรำพึงกับตนเองว่า " เราเองก็ขาดพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก เราก็ดำเนินชีวิตมาด้วยความยากลำบาก ดังนั้นเงินส่วนนี้ก็น่าจะเป็นของเราซึ่งเป็นเด็กกำพร้า " ว่าแล้วเขาก็เอาเงินส่วนนั้นใส่กระเป๋า

  จากนั้นเขาก็หยิบเงินส่วนที่สองขึ้นมา แล้วพูดกับตนเองว่า " เราเองก็ทำงานหนักมาตลอด เงินทองก็ไม่พอใช้จ่ายในแต่ละเดือน เราก็เป็นคนยากจนคนหนึ่ง ดังนี้เงินส่วนนี้ก็ควรจะเป็นของเราซึ่งเป็นคนยากจน " แล้วเขาก็เก็บเงินนั้นเข้ากระเป๋า

  จากนั้นเขาก็หยิบเงินส่วนที่สามขึ้นมา แล้วนึกในใจว่า " เราก็อายุ 60แล้ว ปีนี้ก็เกษียณพอดี ต่อไปเงินจากการทำงานก็ลดลง อายุมากขึ้น แก่ชราลงทุกวัน ดังนั้นเงินส่วนนี้เป็นของเราก็คงไม่ผิด เพราะเราก็เป็นคนชราคนหนึ่ง " ว่าแล้วเขาก็เอาเงินส่วนนั้นเข้ากระเป๋าเช่นเดียวกัน

    ท่านผู้อ่านคิดเห็นอย่างไรบ้างคะ การที่เราคิดถึงตนเองอยู่ตลอด ทำให้เราลืมนึกถึงคนอื่นที่ลำบากหรือต้องการความช่วยเหลือมากกว่าเรา เพราะเราทุกคนไม่ดีพร้อมอยู่แล้ว เช่นในกรณีคนที่เป็นอาสาสมัครที่เสียสละเวลาพักผ่อนหรือเวลาส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่ด้อยโอกาส หากเขาคิดว่าตนเองก็เหนื่อยจากการทำงานแล้ว ควรใช้เวลาเพื่อตนเองมากกว่า การช่วยเหลือหรือการแสดงน้ำใจ แสดงความรักในสังคมก็คงไม่เกิดขึ้น ขอฝากเป็นข้อคิดเพียงแต่นี้ก่อน แล้วพบกันวันหลังนะคะ