หนูหายหน้าไปนานนีดนึง เพิ่งหายยุ่งจากที่เปิดเทอมอนุบาล 2 ค่ะแม่กับคุณครูบอกว่าเด็กๆต้องเรียนจริงจังแล้ว ไม่ใช่เล่นสนุกๆอย่างเดียวเหมือนตอนอยู่อนุบาล 1 คุณครูเริ่มสอนเรื่องนับและค่อยๆหัดขีดเขียนบ้าง หนูก็ตั้งใจเรียนตามประสาเด็กดี แต่ที่โรงเรียนของหนูก็ยังมีเวลาให้เล่นสนุกเหมือนเดิม เพราะเรื่องเล่นเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้สำหรับเด็กๆทุกคน หนูเลยชอบโรงเรียนนี้ ป้าบอกว่าเรื่องเล่นกับเรียนเป็นเรื่องสำคัญทั้งคู่ หรือจะว่าไปก็เป็นเรื่องเดียวกัน ผู้ใหญ่บางคนไม่เข้าใจเลยทำให้เด็กๆเรียนอย่างไม่มีความสุข
ป้าถามว่าครั้งนี้เราจะช่วยกันเขียนเรื่องอะไรดี หนูก็ยังคิดไม่ค่อยออกตามเคย ป้าเลยเสนอเรื่องที่ป้าชอบมาให้ ตามประสาป้าที่ชอบคิดอะไรเร็วๆ (แต่หลายเรื่อง ป้าก็ได้แต่คิดเร็ว พอถึงตอนลงมือทำกลับช้ามาก) ป้าเล่าว่าป้าเป็นคนชอบเรื่องภาษามาก ตอนเด็กๆป้าอยากเป็นนักการทูตหรือล่าม แต่โชคชะตาทำให้ต้องมาเรียนและทำงานในสายวิทยาศาสตร์ และป้ายังมีเหตุผลเสริมที่เราควรเขียนเรื่องนี้อีกว่า คนในยุคปัจจุบันต้องมีทักษะทางภาษาอย่างน้อย 2-3 ภาษา ตอนนี้ป้ายังไม่รู้ว่าอนาคตหนูจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าหนูพอจะเริ่มมีพื้นฐานด้านภาษาอื่นเอาไว้ตั้งแต่เล็กๆบ้างคงจะดี โดยเฉพาะถ้าไม่ต้องลงทุนมากเกินจำเป็น
หนูก็ไม่แน่ใจว่าที่ป้าบอกเกี่ยวกับภาษาหมายถึงอะไร แต่หนูเคยบอกป้าว่าหนูพูดได้หลายภาษาแล้ว เพราะแม่ของหนูเป็นคนที่พูดไทยอีสานได้ บ้านแม่อยู่ที่อีสานและตอนหนูตามแม่ไปหายายบ้าง หนูก็ได้ฟังและหัดพูดบางคำ ถ้าอร่อยก็พูดว่า “แซ่บหลาย” แล้วหนูยังพูดภาษาจีนได้ เพราะก่อนหนูจะไปศูนย์เด็กเล็ก (daycare) ตอนสองขวบกว่า กงกับโผ่ (ปู่กับย่า) ช่วยเลี้ยงหนูด้วย และสอนหนูพูดภาษาจีน หนูฟังและพูดได้มากกว่าภาษาไทยอีสานอีก ตอนไป daycare ใหม่ๆ เวลาหนูหิวน้ำหนูจะบอกว่าขอ “ตุ้ย” ครูกับพี่เลี้ยงไม่รู้เรื่องเลย หนูต้องชี้กับทำท่าบอกตั้งหลายครั้ง ครูต้องถามแม่เวลาไปรับ ถึงได้รู้ว่าหนูหมายถึงน้ำ ตอนเด็กๆหนูชอบดื่มน้ำมากๆ ดื่มมากพอๆกับนมเลย แล้วโผ่ก็จะเอาให้ทุกครั้งและสอนพูด ถึงช่วงหลังๆมานี้หนูจะพูดน้อยลงแต่ยังฟังเรื่องง่ายๆที่กงบอกได้รู้เรื่อง เห็นไหมว่าหนูพูดได้หลายภาษาแล้ว ถ้าหนูได้ยินอะไรบ่อยๆ หนูก็รู้เองว่าต้องพูดยังไงและหมายถึงอะไร ทีนี้พอมาถึงเรื่องภาษาอังกฤษ หนูต้องเล่ายาวหน่อย เพราะเป็นเรื่องชอบของป้า ป้าขอร่วมวงเล่าด้วย
เริ่มตอนหนูอายุ 2 ขวบกว่าๆ ที่ป้ากับลุงชวนหนูมาเล่นและเที่ยวด้วยประจำ ป้าจะคอยเอาเพลงเด็กให้หนูฟังในระหว่างที่เรานั่งรถไปไหนๆกัน ทั้งเพลงภาษาไทยและอังกฤษ แต่หนูชอบเพลงที่เป็นเสียงเด็กร้องมากกว่า เพราะเป็นพวกเดียวกับหนู ป้าเลยหาเพลงไทยได้น้อย ส่วนใหญ่เป็นเพลงภาษาอังกฤษ หนูชอบฟังและร้องตาม ป้าก็ชอบร้องด้วย เราเลยร้องด้วยกัน หนูจะบอกให้ป้าร้องตอนเสียงของผู้ใหญ่ร้อง แล้วหนูร้องตอนเสียงเด็กร้อง ฟังไปร้องไป ร้องถูกบ้างผิดบ้าง บางครั้งลุงจะพยายามบอกหนูว่าหนูร้องไม่ถูก จะบอกวิธีร้องคำที่ถูกในเพลง ลุงเขาอยู่ที่อเมริกามาหลายปีเลยฟังเก่งและพูดคล่อง แต่ป้าคอยดักคอลุงไม่ให้ขัดจังหวะหรือคอยแก้คำต่างๆระหว่างหนูร้อง เพราะอยากให้หนู “go by ear” หมายถึงอยากให้หนูฟังและพยายามเลียนเสียงตามที่ได้ยินเอง เพราะแม้ลุงจะพูดคล่องแต่สำเนียงลุงยังไม่ใช่สำเนียงต้นฉบับ ยังไงก็แก้ได้ตามสำเนียงลุง ป้าบอกว่าเสียงหลายเสียงคนไทยอย่างเราทำได้ไม่เหมือนเจ้าของภาษาหรือคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ป้าอยากให้หนูคุ้นกับเสียงต้นฉบับด้วยหูของตัวเองเองก่อน หูและสมองส่วนการได้ยินของหนูยังฟังแยกแยะได้ง่าย ไม่เหมือนของผู้ใหญ่ที่ฟังยังไงๆก็เลียนเสียงได้ไม่ค่อยเหมือน หนูจะพูดภาษาอังกฤษได้เหมือนมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ตอนนี้หนูยังไม่รู้ความหมายของคำที่ร้องก็ไม่เป็นไร เพราะการเรียนภาษาอังกฤษแบบไทยๆที่ท่องคำศัพท์ไม่ใช่วิธีที่ทำให้พูดได้แบบธรรมชาติ ป้ามีวิธีที่ป้าเชื่อว่าน่าจะได้ผลและไม่น่าต้องลงทุนมากเกินไป ป้าบอกว่าป้าคิดสูตรพวกนี้จากความเชี่ยวชาญที่ป้าทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องเด็กมาหลายปี รวมทั้งความสนใจและความถนัดด้านภาษาที่ป้ามีอยู่เดิมบ้าง ป้าสรุปสั้นๆว่ามันเป็นเรื่องระบบเสียงที่จะสอดคล้องตามธรรมชาติของพัฒนาการเด็กในวัยหนู ป้ายังขอเล่าต่ออีกว่าเรื่องพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับระบบเสียง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องพูดเท่านั้นยังเกี่ยวข้องกับตอนที่เด็กๆจะหัดอ่านเขียนด้วย แต่เผอิญว่าจะเป็นเรื่องยาวและน่าเบื่อมากถ้าจะเล่าแบบนักวิชาการตอนนี้ ป้าเลยขอติดไว้ก่อน ถ้าคิดวิธีเล่าให้เข้าใจและไม่น่าเบื่อได้ ป้าจะทยอยมาเล่าแทรกไปเรื่อยๆ
สำหรับหนูขอสรุปในตอนนี้ก่อนเลยว่า ป้าชมว่าหนูออกเสียงภาษาอังกฤษบางตัวชัดกว่าลุงแล้ว และลุงก็ยอมรับด้วย เส้นทางการเรียนภาษาอังกฤษหนูคงอีกยาวไกล ถ้าใครมีเรื่องจะเล่าแลกเปลี่ยนก็ดีนะคะ เพราะเผื่อจะช่วยให้หนูเก่งภาษาอังกฤษเร็วๆ ป้าบอกกับหนูว่าจะไม่ให้หนูเรียนโรงเรียนอินเตอร์ตอนนี้ คงรอจนกว่าป้าคิดว่าจำเป็นเพราะเสียดายเงิน เงินทองเป็นของหายากต้องรู้จักใช้ พ่อกับแม่หนูก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะไม่ได้อยากให้เรียนอยู่แล้ว ไม่อยากให้หนูเป็นเด็กฝรั่ง ชอบให้หนูเป็นเด็กไทยๆน่ารักๆแบบนี้แหละ ป้าว่าคนทั่วโลกเขาก็ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษสำเนียงเหมือนกับคนที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกในชีวิต ทุกวันนี้มีภาษาอังกฤษสำเนียงเฉพาะแต่ละชาติเยอะแยะ ดูอย่างคนสิงคโปร์สิ เขาพูดภาษาอังกฤษกันคล่องปรื๋อ แต่เป็นภาษาอังกฤษแบบสิงคโปร์ อย่างที่เขาเรียกกันว่า Singlish (Singapore + English) ของไทยเราก็คงเป็น Thailish (Thailand + English) ก็ได้ ขอให้เราพูดคุยสื่อสารกับชาวบ้านทั่วโลกด้วยภาษาอังกฤษได้มากกว่าที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้ก็น่าจะดีพอแล้ว ป้าก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคนไทยถึงพูดภาษาอังกฤษกันได้น้อยมาก ทั้งๆที่เราก็เรียนกันตั้งหลายปีในโรงเรียน คำถามนี้ตอบยากจริงๆ ยังไงก็อย่าลืมนะคะ ถ้าใครมีเทคนิคดีๆเขียนมาแลกเปลี่ยนกันบ้าง จะขอบคุณหลายๆเด้อ