แต่การใช้วิธีดุลอำนาจแบบสามเส้านี้ก็มีข้อดีอยู่มาก โดยเฉพาะในเวลาที่กลไกอำนาจด้านใดด้านหนึ่งอ่อนแอลง หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ได้ดังที่ควรจะเป็น กลไกอำนาจที่เหลือ (ถ้าจะยังพอมีความเที่ยงตรงเหลืออยู่) ก็จะเป็นฝ่ายเข้ามาประคับประคองบ้านเมืองให้เดินหน้าต่อไป...

ตามหลักหารบริการราชแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของราชอาณาจักรไทย ได้แบ่งการใช้อำนาจปกครองของพระมหากษัตริย์ไว้ ๓ ส่วน เพื่อถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน หรือที่เรียกว่า “ระบบสามเส้า” หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็จะเหลือกำลังอีก ๒ ฝ่ายที่เหลือเป็นผู้ตรวจสอบและคัดคานไว้ไม่ไห้บ้านเมืองเสียหาย

                   แนวคิดดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเราไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าระบบใดระบบหนึ่งจะดีเลิศ บริสุทธิ์สะอาด หรือมีความสามารถเพียงพอ ที่จะนำพาประเทศชาติก้าวไปสู่ความมั่นคงสถาพร ไม่เฉพาะฝ่ายบริหาร คือรัฐบาลเป็นผู้ทำหน้าที่เท่านั้น แต่อีก ๒ ฝ่ายที่เหลือคือฝ่ายนิติบัญญัติ คือรัฐสภาเป็นผู้ทำหน้าที่ และฝ่ายตุลาการ ซึ่งมีศาลปกครองเป็นผู้ทำหน้าที่ ต่างก็ไม่ได้รับความวางใจให้ปฏิบัติหน้าที่โดยลำพัง หรืออาจจะพูดง่ายๆ ว่าไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้รับความไว้วางใจ เชื่อใจได้ ว่าจะตัดสินใจถูกต้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล รัฐสภา หรือศาล

                   นั้นแล จะเห็นได้ว่าคราวใดที่อำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีอิทธิพลเหนือกว่าอีกสองฝ่ายที่เหลือ ประเทศจะก้าวไปในรูปแบบไม่ปกติทุกครั้ง อาทิ เมื่อคราวรัฐบาลมีอำนาจล้นฟ้าทั้งในการบัญญัติรัฐธรรมนูญ การออกกฎหมาย หรือการลงโทษผู้กระทำผิดในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ได้รับการขนามนามว่าเป็นช่วงเผด็จการครองเมือง หรือคราวที่รัฐสภามีอำนาจมากอย่างช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ ก็เป็นผลให้การบริหารประเทศของรัฐบาลแทบจะเดินหน้าไปไม่ได้ (วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร : ๑๙๕-๒๔๗) และเป็นเหตุให้รัฐบาลที่อ่อนแอต้องเทียวยุบสภาเลือกตั้งใหม่เรื่อยๆ อย่างในช่วงหลังรัฐบาลพลเอกเปรม ติลนสูลานนท์ เป็นต้นมา หรืออย่างในระบบการปกครองของฝรังเศสในช่วงปลายศตวรรษที่ ๒๐ ที่อำนาจศาลสามารถก้าวล่วงอำนาจของฝ่ายอื่นได้แทบทั้งหมด ก็เป็นเหตุให้ระบบรัฐสภาและการบริหารประเทศเกิดความวุ่ยวายเพราะเต็มไปด้วยการฟ้องร้องกัน (ส.ธรรมยศ : ๒๒๔) หรือการมีนักกฎหมายล้นเมืองถึงขั้นทำให้อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของกรีกล่มสลายลงได้ (เล่มเดียวกัน : ๒๒๓-๒๒๔)

                   แต่การใช้วิธีดุลอำนาจแบบสามเส้านี้ก็มีข้อดีอยู่มาก โดยเฉพาะในเวลาที่กลไกอำนาจด้านใดด้านหนึ่งอ่อนแอลง หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ได้ดังที่ควรจะเป็น กลไกอำนาจที่เหลือ (ถ้าจะยังพอมีความเที่ยงตรงเหลืออยู่) ก็จะเป็นฝ่ายเข้ามาประคับประคองบ้านเมืองให้เดินหน้าต่อไป

                   จากหลักการดังกล่าวมาข้างต้น เมื่อนำมาเทียบเคียงวิเคราะห์กับสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ ก็จะเห็นได้ว่ากลไกที่กำลังมีปัญหาคือ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ คือบรรดารัฐบาล และสมาชิกทั้งหลายในระบบรัฐสภา กำลังตกอยู่ในความปั่นป่วนวุ่นวายอย่างหนัก รัฐบาลที่ได้รับการเรียกขานว่ารัฐบาลเงาของอดีตรัฐบาลเก่าที่ถูกทหารปฏิวัติยึดอำนาจไปถูกกดดันต่อต้านจนไม่อาจทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองได้ด้วยดี ขณะเดียวกันรัฐสภาก็ถูกแทรกแซงปั่นป่วนด้วยเกมการเมืองทั้งจากฝากรัฐบาลเอง และฝ่ายตรงกันข้าม ตลอดจนวุฒิสภาที่ถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมือง (เพราะความจริงสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ก็ผันตัวเองมาจากนักการเมืองระบบพรรค) มองดูแล้วรัฐสภาไทยตอนนี้เปรียบประดุจยานนาวากลางมหาสมุทรที่กำลังถูกพายุร้ายโหมกระหน่ำรอบทิศทาง ขณะเดียวกันภายในเรือเองแทนที่ลูกเรือทั้งหมดจะร่วมแรงร่วมใจกันแก้วิกฤตกาณ์อันร้ายนี้ให้ผ่านพ้นไปได้ ลูกเรือกลับแบ่งกันไปก๊กเป็นเหล่าคอยแต่จะเกี่ยงกันทำงาน แล้วคอยจ้องจับผิดกันว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะทำหน้าที่ผิดพลาดเพื่อที่ฝ่ายตนจะได้เหยียบย่ำซ้ำเติมลงไปอีกที พูดง่ายๆ ก็คือ การเมืองไทยเดินทางมาถึงยุคนักการเมืองมุ่งเล่นเกมการเมืองกันอย่างสกปรกเพื่อเอาชนะกันถ่ายเดียวโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อประเทศชาติ

                   เมื่ออำนาจหลักเกิดความล้มเหลวอ่อนแอลงพร้อมกันถึง ๒ ระบบ จึงเหลืออีกเพียงฝ่ายเดียวที่พอจะเป็นความหวังได้ คือ อำนาจตุลาการ สังเกตได้ว่าระยะหลังมานี้อำนาจทางศาลถูกดึงมาใช้ในทางการเมืองมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกา นี่เป็นความหวังสุดท้ายของอนาคตประเทศไทยที่จะยืนอยู่บนความถูกต้องดีงาม

                   ว่ากันตามความรู้สึก ด้วยชื่อชั้นของความเป็นศาลยุติธรรม ทุกคนย่อมหวังจะมองเห็นความสถิตยุติธรรมในมีอยู่ในการใช้อำนาจทุกมวลของศาลนั้นอย่างยิ่ง ปัญหาใดหาทางออกไม่ได้การส่งเรื่องให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้พิจารณาตัดสินจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ดีหากย้อนกลับไปพิจารณาเรื่องการใช้อำนาจแบบสามเส้าดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว จะเห็นว่าอำนาจศาลก็ไม่มีความวิเศษณ์พิสดารเหนือไปกว่าอำนาจฝ่ายอื่นๆ เลย การจะฝากความหวังทั้งหมดไว้กับศาลจึงเป็นความเสี่ยงอยู่มากทีเดียว เป็นที่น่าสังเกตว่าในระยะหลังมานี้ เรามีโอกาสได้เห็นสภาพการแทรกแซงความสถิตยุติธรรมของศาลหลายกรณีที่บางครั้งก็ทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจขึ้นมาได้ว่า ความยุติธรรมของศาลนั้นยังคงมีอยู่เต็มร้อยหรือไม่ เช่น กรณีคำสั่งโยกย้ายคณะกรรมการระดับสูงของศาลยุติธรรมจากอำนาจของฝ่ายการเมือง หรือกรณีเงินสินบนที่โผล่ขึ้นกลางศาลฎีกา ที่เป็นศาลยุติธรรมสูงสุด แสดงให้เห็นว่าการแทรกแซงอำนาจศาลให้เป็นไปโดยไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมสามารถเกิดมีขึ้นได้เสมอ

                   อย่างไรก็ดี ในเมื่อระบบรัฐสภาไม่สามารถฝากความหวังไว้ได้แม้แต่น้อยนิด (เพราะไม่ว่าส.ส.หรือส.ว.ก็ล้วนเป็นนักการเมืองอาชีพที่เล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตนหรือพวกพ้องตนทั้งนั้น) คนไทยจึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับอำนาจตุลาการ ถึงแม้จะมีเหตุบางอย่างค้างคาใจก็ตาม

                   แล้วฝ่ายตุลาการจะสามารถช่วยเหลืออะไรคนไทยในสถานการณ์ยามนี้ได้ทางใดบ้าง เชื่อเหลือเกินว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อยเลยที่มีความคิดอย่างนี้ว่า “เบื่อนักการเมืองในเวลานี้เหลือทน” หลายคนใฝ่ฝันถึงการเลือกตั้งครั้งแรกๆ เมื่อคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ ซึ่งไม่มีการเล่นการเมืองเป็นอาชีพหลัก (ทำให้ไม่มีผู้ตั้งหน้าทำธุรกิจการเมืองเพียงประการเดียว) ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง ไม่มีการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในการหาเสียงเลือกตั้ง (ถึงแม้จะเป็นประชาธิปไตยเพียงครึ่งใบเพราะมีสมาชิกบางส่วนมาจากการแต่งตั้งอยู่ก็ตาม) และส่งผลให้ไม่มีระบบการ ถอนทุนคืนอย่างอุกอาจจากนักการเมืองดังเช่นในปัจจุบัน (วิชิตวง์ ณ ป้อมเพชร : ๒๑๓)

                   หลายคนใฝ่ฝันถึงรัฐสภาที่มีการเปลี่ยนโฉมหน้านักการเมืองรุ่นใหม่ทั้งหมด ไม่มีพวกรุ่นเก๋าที่คอยเป็นพี่เลี้ยงในการเล่นเกมการเมืองสุดโต่งและแนะแนวการฉ้อราษฎร์บังหลวงให้แก่นักการเมืองรุ่นน้องยืนเสนอหน้าอยู่ในสภาแม้แต่คนเดียว เพื่อนักการเมืองรุ่นใหม่เขาจะได้สร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ดีงาม อย่างประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้วเขาเป็นกัน (ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยที่สุด)

                   หลายคนมองถูกต้องตรงกันว่านักการเมืองที่สืบทอดอำนาจกันมาหลายต่อหลายรุ่นนี่แหละคือตัวถ่วงความเจริญของประเทศชาติอย่างร้ายกาจ ซึ่งความหวังและมุมมองทั้งหมดทั้งมวลนี้หลายคนก็เข้าใจ (และทำใจ) ว่าไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยระบบบริหาร หรือระบบรัฐสภาปกติ เพราะที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้ รัฐสภาเต็มไปด้วยมนุษย์พันธุ์อย่างว่า ซึ่งไม่มีทางที่พวกเขาจะเขียนกฎหมาย หรือหลักเกณฑ์ใดๆ ที่จะเขี่ยพวกเขาเองพ้นไปจากอำนาจได้

                   จะมีทางบ้างไหมที่ก้อนเส้าเดียวที่เหลืออยู่ที่ช่วยนำพาประชาธิปไตยของชาติก้าวไปสู่แนวทางที่สร้างสรรค์ จะมีบ้างไหมที่อำนาจความสถิตยุติธรรมของศาลจะบันดาลความถูกต้องดีงามสู่ระบบการเมืองประเทศไทย จะมีบ้างไหมผู้นำแสงสว่างอันน้อยนิดให้รำไร เพื่อจะเป็นทางแห่งความโชติช่วงตระนาการในอนาคตเบื้องหน้า เพราะความหวังน้อยนิดนี้เรามองเห็นอยู่แต่กับบุคคลกลุ่มเดียว (ซึ่งอยู่ในเส้นทางการใช้อำนาจที่ถูกต้องตามครรลอง)

                   ...เชื่อว่าหลายคนยังมีความหวัง และฝากความหวังรำไรไว้กับอำนาจตุลาการ

                   สมมุติเล่นๆ ว่าเสียงข้าพเจ้าดังพอ ข้าพเจ้าอยากแหกปากตะโกนดังๆ จากตรงนี้ไปที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลฎีกา ว่า “พวกท่านคือความหวังเดียวของเรา”

                   ข้าพเจ้าภาวนาให้มีใครสักคนที่พอมองเห็นทางบ้าง... ส่วนตัวข้าพเจ้ายังมองไม่เห็น

                   อาจจะคนละเรื่องไม่เกี่ยวกันนัก ตอนนี้ข้าพเจ้านึกถึงอดีตนายกรัฐมนตรีผู้หนึ่ง ผู้สิ้นใจในตำแหน่ง ผู้ล่วงลับก่อนวัยอันสมควร ผู้ที่ข้าพเจ้าวิเคราะห์ว่าตลอดเวลาที่เขาบริหารประเทศเขานึกถึงประเทศชาติมาก่อนผลประโยชน์ ผู้ที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าเขาแม้จะใช้อำนาจในทางมิชอบนักแต่ก็อาจสามารถนำพาประเทศให้เจริญรุดหน้าไปกว่านี้ได้อีกมากถ้าหากไม่ด่วนจบชีวิตลงเสียก่อน ผู้ที่ถึงแม้คนทั้งหลายจะตราหน้าเขาว่าเป็นจอมเผด็จการตัวฉกาจในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่เป็นผู้ที่ข้าพเจ้าแอบสดุดี (อยู่ในใจ) อย่างลึกซึ้ง (ถึงจะเป็นเผด็จการก็ยอม) ผู้ที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าเขายังอยู่เขาจะเป็นเพียงคนเดียวที่มีความกล้าขนาดจะแก้ปัญหาของประเทศชาติในระดับนี้ได้

                   ในสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ขณะนี้ ข้าพเจ้านึกถึงเขา อดีตผู้นำประเทศชื่อ “สฤษดิ์ ธนะรัชต์”

 

-----------------------------------------

อ้างอิง

วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร. กว่าที่จะมาถึงวันนี้. แสงดาว : กรุงเทพฯ, ๒๕๕๐

ส.ธรรมยศ (นามแฝง). Rex Siamen sium หรือพระเจ้ากรุงสยาม. โฆษิต : กรุงเทพฯ, ๒๕๕๑