พ่อแม่จะแบ่งปันให้ญาติพี่น้องและคนที่มาช่วยเหลือเก็บเกี่ยวข้าวเป็นประจำทุกครั้ง ได้มากแบ่งให้มาก ได้น้อยแบ่งให้น้อย มิวายเว้นว่าปีนั้นจะได้ข้าวมากหรือน้อย พ่อบอกว่าข้าวใหม่ต้องแบ่งกันไปชิม การให้ข้าวใหม่หมายถึงการให้ของขวัญอันล้ำค่าของชาวนาชาวไร่

ข้าว คือ ชีวิต

ข้าว คือ ชีวิตของชาวนาชาวไร่

เพราะชาวนาชาวไร่ต้องกินข้าว ทุกๆ วัน

ข้าว ที่มีพอกินได้ตลอดปี หมายถึงความมั่นคงและมั่งคั่งของชาวนาชาวไร่

ปีไหนข้าวปลาอุดมสมบูรณ์หมายถึงปีนั้นชาวนาชาวไร่ได้มีกิน มีใช้ และมีแบ่งปัน

ปีไหนข้าวไม่พอกิน หมายถึงปีนั้นลำบากยากยิ่ง

สมัยก่อนใครมีที่นามากถือว่าร่ำรวย

คนที่ไม่มีนากับเขาต้องทำข้าวไร่กิน

 

นาข้าวของพ่อแม่

ตอนเด็กเคยนึกอิจฉาลูกคนมีนาที่ได้กินข้าวขาว เราลูกชาวไร่ต้องกินข้าวแดง

พอโตขึ้นถึงรู้ว่า ข้าวขาวข้าวแดง มันแค่พันธุ์ของข้าว หาได้สำคัญไม่ หากแต่คุณค่าของข้าวต่างหากที่สำคัญ

และที่สำคัญกว่าคือการมีข้าวพอกินตลอดปีนั้นคือหัวใจของการอยู่รอด

 

นึกถึงสมัยเด็กๆ ปีไหนข้าวไม่พอกิน ปีนั้นแสนเข็ญ พ่อแม่ต้องบากหน้าไปหยิบยืมญาติพี่น้อง

ใครไม่มีข้าวพอกินเป็นที่ดูถูกของผู้คน

การไปหยิบยืมข้าวมากินจึงต้องเป็นไปอย่างลับๆ เดี๋ยวใครรู้จะอับอายขายหน้า

 

มานึกในวันนี้.....

นั่นเป็นวิถีการแบ่งปันของญาติพี่น้อง

ปีไหนเรามีกินมีใช้เหลือพอ ก็แบ่งปันให้ญาติพี่น้องที่ขาดแคลน

ความเป็นพี่เป็นน้องจึงมิใช่เพียงแค่สายโลหิตและสายป่านของผีปู่ย่าเท่านั้น

หากแต่เป็นสายป่านของความรัก ความผูกพัน และเอื้ออาทร

นึกถึงวันเก็บเกี่ยวข้าวเข้ายุ้งฉางใหม่ๆ

พ่อแม่จะแบ่งปันให้ญาติพี่น้องและคนที่มาช่วยเหลือเก็บเกี่ยวข้าวเป็นประจำทุกครั้ง ได้มากแบ่งให้มาก ได้น้อยแบ่งให้น้อย

มิวายเว้นว่าปีนั้นจะได้ข้าวมากหรือน้อย

พ่อบอกว่าข้าวใหม่ต้องแบ่งกันไปชิม

การให้ข้าวใหม่หมายถึงการให้ของขวัญอันล้ำค่าของชาวนาชาวไร่

พ่อแม่สอนให้แช่ข้าวไว้นึ่งให้พอกินทั้งวัน

ตื่นนอนตอนเช้านึ่งข้าวครั้งเดียวพอกินไป ๓ มื้อ

แต่หากวันไหนขาดเหลือ หรือมีแขกมาเยือน

ก็ไปหยิบยืมจากเพื่อนบ้านข้างเคียงได้

นี่คือวิถีแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน

 

ทุนชีวิตของพ่อแม่

 

 

ข้าว จึงเป็นมหาชีวิตของชาวนาชาวไร่

ตานบุญข้าวใหม่ จึงเป็นการแสดงออกถึงศรัทธา ความเชื่อ และการแบ่งปันกันและกัน

ได้ข้าวมาก ได้น้อยไม่สำคัญ

สำคัญคือการแบ่งปัน แบ่งไปทำบุญ

มีมากทำบุญมาก มีน้อยทำบุญน้อย ตามศรัทธา

เป็นวัตรปฏิบัติของชาวนาชาวไร่ที่ทำกันมานานนม

 

พ่อแม่จึงสอนให้รู้จักบุญคุณของข้าวยิ่งชีวิต

กินข้าวให้หมดปั้น หมดจาน

อย่าเอาข้าวขว้างทิ้ง

ห้ามข้ามกระติ๊บข้าว หรือหม้อข้าว

อย่าเหยียบข้าว หากเผลอไปให้ขอสูมา(ขอโทษ)ทุกครั้งไป

ข้าวเหลือให้เก็บไว้อุ่นกินใหม่ได้

นึ่งข้าวเสร็จอย่าลืมเอาข้าวไปปู่จาบนหิ้งพระ

นี่คือวัตรปฏิบัติที่สั่งสอนกันมา

 

ย้อนกลับมาดูสมัยนี้

ไร่สวนที่เคยปลูกข้าวไร่ในอดีตถูกปรับเปลี่ยนเป็นผืนนา ด้วยเครื่องจักรกล ระบบชลประทานที่พัฒนาขึ้น

ข้าวสวนจึงเริ่มหายไป เหลือข้าวไร่ แต่ก็น้อยลงทุกที ทุกที

ข้าว เริ่มสำคัญน้อยลง

ไม่มีข้าวกิน ก็กินมาม่าได้

บางวันไม่อยากกินข้าว ก็ไปกินก๋วยเตี๋ยว กินขนมปัง กินอีกสารพัดโดยไม่ต้องกินข้าว

ข้าวหมดหม้อหมดกระติ๊บ ก็ตะบึงรถไปแป๊บเดียวก็ได้ข้าวมาถุงใหญ่

ไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวก็มีข้าวกิน

ไปรับจ้าง ไปทำงาน หาเงินมาซื้อข้าวกิน

และอีกหลากหลายวิถีทางที่จะทำกัน

 

แม้วิถีจะเปลี่ยนไป แต่ใจพ่อและแม่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

แม้วัยที่ชราลงไปมาก สุขภาพที่เริ่มเสื่อมทรุดไปตามสังขาร

แต่พ่อแม่ยังคงทำนา คงปลูกข้าว

พ่อแม่บอกว่ามีข้าวแล้วอุ่นใจ

มีเงินหรือไม่ ไม่สำคัญขอมีข้าวพอกินก็พอแล้ว

ของจะขึ้น น้ำมันจะแพง หุ้นจะตก รัฐบาลจะเปลี่ยน ไม่สำคัญ

ขอเพียงมีข้าวกิน เราอยู่ได้

ทุกๆ ปีผมจึงได้กินข้าวใหม่ ของขวัญล้ำค่าจากพ่อและแม่อยู่เสมอ

นี่คือคำสอนเรื่องข้าวจากพ่อแม่

ข้าว คือชีวิต