สรุปการรับฟังการบรรยายและศึกษาดูงาน

 

สรุป

การรับฟังการบรรยายและศึกษาดูงาน

วันที่ 27/05-11/07, 2551

 

 

ความหลากหลายทางพันธุกรรมสัตว์และอธิปไตยของชาติ

 

ในวันที่ 27 มิ.ย. 2551 กระผมได้รับฟังการบรรยายของ ศ.ดร จรัญ จันทลักขณา ในหัวข้อความหลากหลายทางพันธุกรรมสัตว์และอธิปไตยของชาติ ในรายวิชาทัศนมิติทางด้านวิจัยและพัฒนาระบบเกษตร ซึ่งพอจะสรุปคร่าวๆ ได้ว่า เดิมทรัพยากรทางชีวภาพของประเทศไทยมีจำนวนมาก หลากหลาย และมีคุณค่าเหมาะสมกับท้องถิ่นของบ้านเรา จนก่อให้เกิดวิถีการดำรงชีแบบไทยๆ แต่ปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนไปเกือบจะหมดสิ้นแล้ว

 

การปศุสัตว์ของไทยมาจากวิถีชีวิตไท

 

การเลี้ยงสัตว์ของบ้านเราเดิมเป็นสัตว์พื้นเมือง เช่น วัว ควาย ซึ่งมีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศ คนไทยใช้เป็นแหล่งอาหารโปรตีน เป็นตัวบ่งบอกถึงฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว เป็นแหล่งเงินออม มูลสามารถใช้เป็นปุ๋ยธรรมชาติ  เลี้ยงเพื่อการละเล่น กีฬา และที่สำคัญ คือ สามารถใช้เป็นแรงการในระบบการผลิตการเกษตรที่ต้นทุนต่ำโดยเฉพาะการผลิตข้าวและปลูกพืชแบบพอเพียง ผลผลิตที่ได้ใช้เป็นอาหารในครัวเรือน หากเหลือหรือจำเป็นต้องใช้เงินจึงจำหน่าย และยังใช้เลี้ยงสัตว์เล็ก เช่น ไก่พื้นเมือง ไก่ชน สุกร หรือเป็ดไล่ทุ่ง เพื่อใช้เป็นแหล่งโปรตีนรายวัน การละเล่น กีฬา สัตว์เหล่านี้มีความทนทานต่อโรคสูง ถูกปรับปรุง รักษาพันธุ์ไว้โดยเกษตรกร  

 

ปัจจุบันเข้าสู่ยุค Globalization

 

ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบการเลี้ยงสัตว์ในประเทศเป็นอย่างมาก องค์กร ระบบ กฎเกณฑ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น WTO, FTO และมาตรฐานสินค้าการเกษตร ทั้งเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและเป็นมาตรการการกีดกันทางการค้าของบางประเทศ ทุกสิ่งอย่างมีเกณฑ์กำหนดเป็นเงินตรา (money) การผลิตสัตว์ใหญ่ของประเทศมีการนำเข้าสัตว์จากต่างชาติ ปรับปรุงพันธุ์ เปลี่ยนแปลงไปสนองความต้องการของรสนิยมการบริโภคแบบต่างชาติและประชากรของประเทศที่มากขึ้น พันธุ์สัตว์แบบเดิมเรือนหายเพราะให้เนื้อน้อย โตช้า ทำให้ขาดแรงงานในการขับเคลื่อนระบบปลูกพืช จำต้องใช้เครื่องจักรทดแทน สัตว์เล็กเปลี่ยนจากสัตว์ที่ช่วยกำจัดเศษเหลือทางการเพาะปลูกมาเป็นสัตว์ที่โตเร็ว กินอาหารที่คุณภาพดี ให้ผลผลิตเนื้อมาก ไข่ดก แต่ระบบภูมิต้านทานโรคต่ำ ต้องเลี้ยงในระบบปิด (EVAP) สัตว์เลี้ยงพื้นบ้านกลับกลายเป็นแพะรับบาบเพราะถูกตราหน้าว่าเป็นตัวพาหะนำโรค (H5N1) มาสู่สัตว์นำเข้า และถูกกำจัดเป็นจำนวนมาก สูญเสียพันธุกรรมสัตว์ที่ดีๆ ไป การปลูกพืช เปลี่ยนเป็นการผลิตเพื่อจำหน่าย การใช้สารเคมี ใช้เครื่องจักรเฉพาะอย่าง และใช้พันธุ์พืชนำเข้า พืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) ทำให้พืชพื้นเมืองที่มีความเหมาะสมกับท้องถิ่นสูญพันธุ์

 

จึงมีคำถามว่า

 

อธิปไตยของชาติในการรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางพันธุกรรมของสัตว์ในประเทศเป็นอย่างไร ปัจจุบันเราเหลือสัตว์ที่เป็นของไทยเราเองเป็นกี่ชนิด การเลี้ยงสัตว์ของเราจะกลับไปแบบดั่งเดิมหรือปล่อยให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมสัตว์ในประเทศสูญหายไปตามระบบเงินตราอย่างที่เป็นอยู่ เราจะทำลายพันธุกรรมสัตว์ของเราไปอีกนานเท่าใด รัฐควรมีนโยบายส่งเสริมหรือทำลายพันธุกรรมสัตว์พื้นเมือง      

 

 

การวิจัยเพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน

 

ในวันที่ 27 มิ.ย. 2551 กระผมได้รับฟังการบรรยายของ ดร เพิ่มศักดิ์ ในหัวข้อความการวิจัยเพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ในรายวิชาทัศนมิติทางด้านวิจัยและพัฒนาระบบเกษตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การเกษตรของประเทศไทยมีความยั่งยืน คือ การให้ความรู้และปัญญาในการทำการเกษตร

 

การเกษตรอย่างยั่งยืน

 

เป็นการผลิตโดยการใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ตนเองมีอยู่แล้ว เช่น ดิน น้ำ พันธุ์พืช-สัตว์ แสงแดด พลังงาน และอื่นๆที่เกี่ยวข้องอย่างสมดุล เพื่อป้องกันและลดความเสียงที่จะเกิดขึ้นกับระบบการเกษตรทั้งหมด

 

การทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเกษตรของประเทศให้ยั่งยืน

 

นักวิจัยจะต้องลงพื้นที่ สัมผัสกับปัญหาที่เกิดจริง เพื่อนำมาทำเป็นโจทย์ของการวิจัย และทำการวิจัยตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์นั้นๆ และใช้กระบวนการวิจัยทางสังคมร่วมด้วยเพื่อแก้ปัญหาในส่วนของตัวเกษตรกรผู้ผลิต

 

การวิจัยต้องพัฒนาทั้งคนและวัตถุ

 

องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยโดยที่นักวิจัยลงพื้นที่ สัมผัสกับปัญหาที่เกิดจริงนั้นจะถูกเอาไปใช้แก้ไขปัญหาของการผลิตการอย่างจริงจังและได้ผล ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจริงของเกษตรกร จึงเป็นการวิจัยที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาของวัตถุ เช่นเดียวกันกับองค์ความรู้ที่ได้จากการใช้การวิจัยทางสังคม สิ่งนี้จะป็นการวิจัยเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ตัวบุคคล ทีมงาน หรือกล่มผู้ผลิตได้เป้นอย่างดี

 

กล่าวโดยสรุป

 

การที่เราจะพัฒนาการเกษตรให้ได้อย่างยั่งยืนนั้น สิ่งจำเป็นที่สำคัญ คือจะต้องให้ความรู้กับเกษตรในฐานะของผู้ผลิต ให้ความรู้กับคนในประเทศในฐานะผู้บริโภค และการวิจัยจะต้องไม่มุ่งเน้นพัฒนาที่วัตถุอย่างเดียวจะต้องพัฒนาคนในประเทศด้วย