เมื่อวันที่ 13-15 กรกฎาคม 2551 ได้เป็นตัวแทนรองผู้อำนวยการโรงเรียน สังกัดเขตพื้นที่การศึกษา สงขลา เขต 2 เข้าร่วมประชุมปฏิบัติการส่งเสริมวินัยเชิงบวกในการพัฒนาพฤติกรรมเด็กและเยาวชน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมี Dr.Steve Van Bockern วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา จากประเทศสหรัฐอเมริกา และวิทยากรร่วม ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาระสำคัญจากการเข้าร่วมประชุมพอสรุปได้ดังนี้ การแสดงออกซึ่งความต้องการของมนุษย์เป็นสิ่งที่จำเป็นที่เด็กทุกคนตั้งแต่เกิดมาจะต้องได้รับการตอบสนองจากผู้ใหญ่ เพื่อให้เด็กมีคุณภาพที่ดีและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ เรียกสิ่งนั้นว่า วงจรแห่งความกล้า (The Circle of Courage) ซึ่งประกอบด้วย
· Belonging ความต้องการแป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม หรือครอบครัว
· Mastery ความเชี่ยวชาญ หรือความรู้สึกที่เด็กรู้สึกว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้
· Idependence ความเป็นอิสระ รู้สึกว่าควบคุมตนเองได้ มีความรับผิดชอบ
· Generocity ความมีน้ำใจ ชอบเสียสละ ห่วงใยผู้อื่น เมตตา ไม่เห็นแก่ตัว
เด็กบางคนเติบโตมาและได้รับการตอบสนองอย่างดีจากครอบครัว ก็จะไม่มีปัญหา แต่เด็กบางคนวงแห่งความกล้าของเขาถูกทำลาย เพราะไม่ได้รับการตอบสนองจากครอบครัว เมื่อมาโรงเรียนก็แสดงพฤติกรรมไม่หมาะสม เพื่อเรียกร้องให้เกิดการตอบสนองทั้งสี่ด้านจากครูหรือคนรอบข้าง ครูจึงต้องทำความเข้าใจ ค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็ก จะทำให้ครูช่วยเหลือเด็กได้ดีกว่าการลงโทษเด็ก
เครื่องมือ/เทคนิคการปรับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของเด็ก ไปสู่การสร้างวินัยเชิงบวก
· ปรับ ยืดหยุ่น
· การเพิกเฉยอย่างมีเป้าหมาย
· การเบี่ยงเบนความสนใจ
· การควบคุมโดยใช้ระยะใกล้
· การใช้คำชม
· การใช้อารมณ์ขัน
· การขอเวลานอก
· การสอนเชิงป้องกัน
4 ขั้นตอนในการแก้ปัญหาพฤติกรรมเชิงลบ
1. ทำให้เด็กสงบลงก่อน สร้างความไว้วางใจให้เด็ก
2. รับฟังเรื่องราวของเด็ก
3. ช่วยกันหาทางแก้ปัญหา
4. การสื่อให้รู้ผลที่เกิดขึ้น
แรงจูงใจในห้องเรียน
· การลงโทษให้เกิดความเจ็บปวด ทางร่างกาย จิตใจ สังคม ไม่ใช่แรงจูงใจที่ดี
· มุ่งดูการกระทำ ไม่ใช่ดูผู้กระทำ
· หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบระหว่างนักเรียนด้วยกัน
· การให้กำลังใจของครูเป็นเครื่องกระตุ้นนำไปสู่ความสำเร็จ
เด็กหากไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากครอบครัวหรือครูอาจารย์ก้จะทำให้เด็กเปลื่ยนแปลงพฤติกรรมได้ง่ายเนื่องจากเด็กส่วนใหญ่จะเชื่อฟังเพื่อนมากกว่าบุคคลอื่นเด็กจะคิดว่าเพื่อนเข้าใจเขาได้ดีเพราะเป็นช่วงวัยเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเด็กได้ทำดีเราควรยกย่องและถ้าหากเด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมาก็ควรบอกด้วยเหตุผลที่เด็กสามารถเข้าใจได้ไม่ควรใช้อารมณ์และแสดงตัวตนที่แท้จริงให้เด็กเห็น
การที่คณะครู-อาจารย์ให้ความดูแลเอาใจใส่เด็กอาจจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมดีและมีความใฝ่รู้ใฝ่เรียนมากขึ้น เพราะเด็กได้รับความดูแลเอาใจใส่ รวมถึงผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมในการดูแลบุตรหลาน ทำให้เด็กเกิดการกระตุ้นในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น เพราะหากเด็กไม่ได้รับการดูแลจะทำให้มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ก้าวร้าวรวมไปถึงผลการเรียนของเด็กที่จะแย่ลง เราจึงควรร่วมมือทั้งทางโรงเรียนและทางบ้านเพื่อหาวิธีช่วยกันดูแลบุตรหลานด้วยวิธีที่ไม่รุนแรงจนเด็กเกิดความเบื่อหน่าย