พรบ. มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗ ระบุหน้าที่ของสภาคณาจารย์ ดังนี้
“มาตรา ๒๗ สภาคณาจารย์มีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(๑) ให้คำปรึกษาแนะนำแก่สภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี ในกิจการของมหาวิทยาลัย
(๒) เสนอแนะข้อคิดเห็น คำแนะนำ และให้คำปรึกษาแก่สภามหาวิทยาลัย และอธิการบดี
เกี่ยวกับมาตรฐานและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย รวมทั้งการกำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณดังกล่าว ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
(๓) เสนอแนะข้อคิดเห็น คำแนะนำ และให้คำปรึกษาแก่สภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีเกี่ยวกับ
การพัฒนาคณาจารย์ทางด้านทักษะแห่งวิชาชีพคณาจารย์
(๔) ติดตามและประเมินผลการพัฒนาคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยทางด้านทักษะแห่งวิชาชีพ
คณาจารย์
(๕) เชิดชูและผดุงเกียรติคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย
(๖) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยหรืออธิการบดีมอบหมาย”
วันที่ ๑๘ มิ.ย. ๕๑ ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ของสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล เพราะสภามหาวิทยาลัยมีมติให้สภาคณาจารย์เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่ขึ้นต่ออธิการบดี โดยให้ฝ่ายบริหารจัดเครื่องอำนวยความสะดวกในการทำงานให้แก่สภาคณาจารย์ต่อไป
ที่จริงในทางปฏิบัติสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นอิสระมานานแล้ว เพียงแต่ว่างานธุรการไปขึ้นต่อกองกลาง ประธานสภาคณาจารย์จึงเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยขอไปขึ้นต่ออธิการบดีโดยตรง สภามหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้เป็นอิสระไปเลย
ที่จริง (อีกแล้ว) ผมไม่เคยเชื่อในความเป็นอิสระจริงๆ ว่ามีอยู่ในโลก เพราะจริงๆ แล้วเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน หรือเรียกว่า interdependence แต่ผมเชื่อใน autonomy ในระดับหนึ่ง ผมจึงมองว่า สภาคณาจารย์ เป็นองคาพยพหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ช่วยกันกับองคาพยพอื่นในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหิดลไปสู่เป้าหมายตามจินตนาการที่ยิ่งใหญ่ คือการเป็น ๑ ใน ๑๐๐ มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของโลก โดยที่กฎหมายระบุหน้าที่ของ สภาคณาจารย์ ไว้ ๖ ข้อชัดเจนมาก
สภาคณาจารย์จึงน่าจะได้ทำแผนยุทธศาสตร์ว่าในเวลา ๒ ปี จะทำหน้าที่แต่ละข้อ ใน ๕ ข้อแรกอย่างไรบ้าง จะวัดผลความสำเร็จของการทำหน้าที่สภาคณาจารย์อย่างไร การทำหน้าที่เหล่านั้นจะมีส่วนผลักดันเป้าหมายหลักของมหาวิทยาลัยมหิดลอย่างไร
วิจารณ์ พานิช
๒๓ ก.ค. ๕๑