ในทางจิตวิทยาที่ดีครูรู้จักช่วยให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนมีความพึงพอใจในการเรียน อยากเรียนด้วยความพอใจไม่ใช่เป็นการบังคับ ผู้สอนต้องมีความละมุนละม่อม ซึ่งเรียกว่า “การเสริมกำลังใจ”

ทักษะการเสริมกำลังใจ               

 ในทางจิตวิทยาที่ดีครูรู้จักช่วยให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนมีความพึงพอใจในการเรียน อยากเรียนด้วยความพอใจไม่ใช่เป็นการบังคับ ผู้สอนต้องมีความละมุนละม่อม ซึ่งเรียกว่า การเสริมกำลังใจ           

        ทักษะการเสริมกำลังใจ  หมายถึง ความสามารถในการใช้วิธีการที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจ ความกล้าแสดงออก ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน โดยอาจเป็นการให้รางวัลหรือคำชมเชยหลังจากที่บุคคลประพฤติปฏิบัติหรือมีพฤติกรรมตามที่เราต้องการ               

         ตามกฎการเรียนรู้ของ เอ็ดเวอร์ แอล ธอร์นได ข้อหนึ่งที่กล่าวว่า ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีถ้าหากเขาได้รับความพึงพอใจจากผลของพฤติกรรมที่เขาได้แสดงออกไปสกินเนอร์เองก็ได้ยึดถือเป็นหลักสำคัญในการสอนเด็ก ซึ่งสกินเนอร์ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการเสริมกำลังใจสรุปเป็นสาระได้ดังนี้
            1. การเสริมกำลังใจคือการให้สิ่งเร้า (รางวัล คำชมเชย ฯลฯ)  แก่ผู้เรียน หลังจากที่เขาทำพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเสร็จแล้ว จะทำให้เขาอยากจะทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก
            2. การเสริมกำลังใจทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างรวดเร็ว
            3. ถ้าพฤติกรรมอะไรก็ตามถ้าแสดงไปแล้วไม่ได้รับการเสริมกำลังใจ พฤติกรรมนั้นจะมีแนวโน้มที่จะไม่เกิดขึ้นอีก
            4. การให้การเสริมกำลังใจทุกครั้งที่มีการแสดงพฤติกรรมจะทำให้ผู้เรียนทราบว่าการกระทำหรือพฤติกรรมอันไหนที่ทำให้ได้รับรางวัล (การเสริมกำลังใจ) ได้ดีกว่าการเสริมกำลังใจเป็นบางครั้งบางคราว
            5. การลงโทษจะทำให้ผู้เรียนจำได้ว่าพฤติกรรมอย่างไหนที่ไม่ควรทำ ไม่สามารถขจัด พฤติกรรมได้โดยตรง

จุดมุ่งหมายของการเสริมกำลังใจ           

1. เพื่อให้ครูทราบและใช้วิธีการเสริมกำลังใจที่ถูกต้อง          

  2. เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนได้แสดงพฤติกรรมที่พึงปรารถนา       

     3. เพื่อส่งเสริมให้การเรียนการสอนบรรลุเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น           

 4. เพื่อช่วยเสริมบุคลิกภาพของครูผู้สอน          

  5. ให้นักเรียนรู้จักมองคนในแง่ดี และอบรมข้อเท็จจริง 

หลักทั่วไปของการเสริมกำลังใจ          

หลักทั่วไปของการเสริมกำลังใจ ที่ครูจะต้องพิจารณาใช้ในการจัดการเรียนการสอน คือ

1. การเสริมกำลังใจมุ่งสร้างแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) มากกว่าแรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation)     

             - แรงจูงใจภายในเป็นแรงจูงใจที่เกิดความต้องการแท้จริงของผู้เรียน เนื่องจากเห็นคุณค่า และประโยชน์ของสิ่งที่เรียนจะสนองความต้องการของตน    

            - แรงจูงใจภายนอกเป็นแรงจูงใจที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้เรียนกระทำพฤติกรรมเพื่อสินจ้างรางวัล หรือเหตุจูงใจจากภายนอก มากกว่าผลที่แท้จริงของการเรียนรู้     ดังนั้น  แรงจูงใจภายในจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่อย่างไรก็ตามในบางครั้งครูอาจใช้แรงจูงใจภายนอกบ้างเหมือนกัน ซึ่งครูจะต้องพิเจารณาอย่างรอบคอบ ถึงสิ่งที่จะให้เป็นรางวัลและวิธีการให้

2. การเสริมกำลังใจ ต้องเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งไปสู่จุดประสงค์ที่กำหนดไว้     เมื่อนักเรียนทำพฤติกรรมถูกต้องเหมาะสมในอันที่จะเป็นผลสำเร็จตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ ครูก็เสริมกำลังใจให้ผู้เรียน เพื่อผู้เรียนจะให้พฤติกรรมนั้นต่อไปและเข้มข้นขึ้น

3. ให้การเสริมกำลังใจทันที เมื่อผู้เรียนทำพฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสม การรอเวลาทำให้การเสริมแรงได้ผลน้อย หรือไม่ได้ผล

4. ให้การเสริมกำลังใจอย่างสม่ำเสมอ ในระหว่างที่ผู้เรียน ดำเนินการแสวงหาวิธีการ หรือแนวทางใหม่ๆของการกระทำเพื่อการเรียนรู้     ครูต้องคอยเอาใจใส่ สังเกตุดูนักเรียนทำงานตลอดเวลา และเสริมกำลังใจเสมอเพื่อสนับสนุนผู้เรียนให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แสวงหาวิธีการใหม่ๆในการแก้ปัญหาอยู่เสมอ

5.ให้การเสริมกำลังใจผู้เรียน ก่อนที่จะลงมือทำงาน หรือเรียนสิ่งนั้นๆ     การเสริมกำลังใจเช่นนี้ กระทำโดยให้ผู้เรียนเห็นคุณค่า และประโยชน์ของสิ่งที่เรียน

6. ให้การเสริมแรงไปเรื่อยๆตามขั้นตอน ที่ผู้เรียนกระทำพฤติกรรมการเรียนรู้ก้าวหน้าไป

7. เปลี่ยนแปลงระยะหรือจังหวะการเสริมกำลังใจออกไป เมื่อผู้เรียนเรียนรู้สิ่งที่ต้องการแล้ว

8. สภาพทางสังคม เป็นสิ่งสำคัญของการเสริมกำลังใจ

9.แนวคิดทางจิตวิทยา ถือว่า ครูมีหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ 5 ประการคือ   

             9.1 พิจารณาสร้างพฤติกรรมที่พึงปรสงค์ในตัวผู้เรียน    

            9.2 จัดสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นเงื่อนไขในการสร้างพฤติกรรม   

           9.3 เสริมกำลังใจ เพื่อให้พฤติกรรมตอบสนอง ที่เข้มแข็งขึ้น และดำเนินต่อไป    

         9.4 ขจัดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ออกไป    

         9.5 ประเมิณผลพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตามจุดประสงค์ที่กำหนด

         10. การลงโทษเป็นการขจัดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์มากกว่าเป็นการเสริมกำลังใจให้กระทำพฤติกรรมที่ปรารถนา

             11. การเสริมกำลังใจอย่างเดียวกัน มีผลไม่เท่าเทียมกัน ในนักเรียนทุกคนครูจึงต้องพิจารณาเลือกใช้วิธีการเสริมกำลังใจให้เหมาะสมกับความแตกต่างของนักเรียน

           12. ครูเสริมกำลังใจนักเรียน ให้เหมาะกับสภาพความเป็นจริง ไม่ควรแสดงเกินความจริง เพราะเมื่อนักเรียนเห็น นักเรียนจะขาดความเชื่อถือในตัวครู การเสริมกำลังใจของครูก็จะไม่ได้ผล

            13. การให้รางวัลเป็นสิ่งของเพื่อเสริมกำลังใจ ครูต้องระวังไม่ให้เด็กทำเพื่อหวังรางวัล ซึ่งเป็นการผิดจุดประสงค์ของการเรียนรู้ สิ่งของที่ให้ควรเป็นของที่มีค่าน้อย หรือไม่มีค่าเลยแต่มากไปด้วนเกียรติและความภาคภูมิใจในการกระทำพฤติกรรมสำรํจตามจุดประสงค์

              14. ครูเสริมกำลังใจนักเรียนให้ทั่วถึง เพื่อป้องกันการคิดของเด็กว่า ครูลำเอียงซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน

            15. การให้นักเรียนทำงานเหมาะสมกับความสามารถ ประสบความสำเร็จในการกระทำเป็นการเสริมกำลังใจที่สำคัญ

            16. ครูควรใช้การเสริมกำลังใจในการบวกมากกว่าทางลบ คือนักเรียนทำพฤติกรรมด้วยความสุข ความพอใจ มากกว่าต้องกระทำพฤติกรรมต่างๆด้วยความกลัวถูกลงโทษ

ประเภทของการเสริมกำลังใจ         

   1.การเสริมกำลังใจด้วยวาจา เป็นการเสริมกำลังใจด้วยคำพูดของครู สามารถแบ่งได้ดังนี้

        ·       ใช้คำพูดชมเชยทันทีหลังจากผู้เรียนตอบสนองในสิ่งที่ครูต้องการ เช่น ทำการบ้านมาส่ง การตอบคำถามถูกต้อง เป็นต้น โดยการใช้คำว่า ดี ดีมาก ถูกต้อง เก่ง เก่งมาก เป็นคำถามที่ดีมาก เป็นความคิดที่ดีมาก เป็นต้น

       ·       ชมเชยแบบแนะนำ ซึ่งในบางครั้งครูถามปัญหาหรือให้งานนักเรียนทำ นักเรียนจะตอบถูกหรือทำถูกเป็นเพียงบางส่วน ครูอาจจะชมเชยด้วยการชักจูงให้นักเรียนหาคำตอบที่ถูกต้องสมบูรณ์ เช่น กล่าวว่าเกือบจะถูกจุดแล้วยังมีอีกนิดหนึ่ง ลองพยายามใหม่อีกสักครั้ง เป็นต้น

       ·       ชมเชยย้อนหลัง บางครั้งคำตอบของนักเรียนที่ตอบมาแล้ว อาจจะมีประโยชน์สำหรับนักเรียนคนอื่นๆ ครูอาจจะให้นักเรียนคนเดิมทวนคำตอบของเขาอีกทีหนึ่งเพื่อจะได้เป็นแนวทางสำหรับคนอื่นจะตอบได้ถูกต้อง เช่น คำตอบของสมศรีดีมากลองตอบให้ดังๆอีกครั้ง เป็นต้น          

 2. การเสริมกำลังใจด้วยกริยาท่าทาง เป็นการแสดงด้วยท่าทางของครูผู้สอน ซึ่งเป็นการยั่วยุให้นักเรียนเกิดกำลังใจที่จะค้นหาความรู้ต่อไป การเสริมกำลังใจด้วยกิริยาท่าทาง ได้แก่  ยิ้มแสดงความพอใจ การใช้สายตา พยักหน้าแสดงว่าถูกต้อง เอาใจใส่ขณะนักเรียนพูด ปรบมือแสดงว่าพอใจหรือชื่นชม เป็นต้น          

3. การเสริมกำลังใจด้วยการให้นักเรียนเห็นความก้าวหน้าของตนเอง ครูอาจจะให้นักเรียนทำรายงานผลการเรียนของตนเอง โดยทำเป็นสถิติหรือทำเป็นกราฟ หรืออาจจะจดบันทึกไว้ก็ได้         

   4. การเสริมกำลังใจโดยให้นักเรียนมีส่วนร่วม เช่น ให้นักเรียนปรบมือ ให้นักเรียนเป็นผู้ให้คะแนนกันเอง เป็นต้น         

   5. การเสริมกำลังใจด้วยการให้รางวัลและสัญลักลัษณ์ต่างๆ เช่น ให้สิ่งของเมื่อนักเรียนทำได้ถูกต้อง สอบได้ที่ 1 ทำคะแนนได้สูงสุด หรืออาจจะบันทึกชื่อลงบนป้ายเรียนดี หรือนำผลงานดีเด่นของนักเรียนติดประกาศให้ผู้อื่นชม การเขียนเครื่องหมายถูกลงในสมุด เป็นต้น

หลักปฏิบัติในการเสริมกำลังใจ           

1.เสริมกำลังใจทันที เมื่อนักเรียนทำงานได้ถูกต้อง หรือสำเร็จผลตามที่ครูประสงค์            

2.เลือกวิธีเสริมกำลังใจให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน         

3.เสริมกำลังใจย้อนหลังบ้าง เช่น เมื่อตอบถูกแล้วก็ให้นักเรียนคนนั้น บอกคำตอบของตนอีกครั้งหนึ่ง แก่เพื่อนตอบไม่ได้           

  4.เสริมกำลังใจในจังหวะที่เหมาะสม อาจใช้สิ่งแวดล้อมช่วย เช่น ให้เพื่อนปรบมือ             

5.ไม่พูดหรือเสริมกำลังใจจนเกินไป เช่น พูดเกินความเป็นจริง ชมเชยเกินไปในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ใช้คำพูดหรูหราเกินคำพูดของเด็ก             

6.ไม่ใช้คำพูดที่จำกัดอยู่ในวงแคบ ไม่ใช้คำชมที่ชมซ้ำซาก เช่น ใครตอบถูกหรือทำได้ก็ชมเชยคำเดียว คือ ดีมาก ควรใช้หลาย ๆ รูปแบบ             

7.ไม่ควรเสริมกำลังใจวิธีเดียวบ่อยเกินไป เช่น ให้รางวัลเป็นสิ่งของทุกครั้งควรใช้สัญลักษณ์และวิธีการอย่างอื่น ๆ             

8.ควรเลือกวิธีเสริมกำลังใจหลาย ๆ วิธีให้เหมาะกับบุคคลและโอกาส             

9.พยายามเสริมกำลังใจเด็กให้ทั่วถึง และกระทำอย่างสม่ำเสมอ            

10. เสริมกำลังใจด้วยการแสดงบุคลิกภาพส่วนตัวของครูเอง คือ เอาใจใส่นักเรียน ยิ้มแย้มแจ่มใส่เป็นกันเองกับนักเรียน มีความยุติธรรม เพราะจะทำให้นักเรียนอยากจะมาปรึกษาสนทนาซักถาม และแสดงความคิดเห็นมากขึ้น

ประโยชน์ของการเสริมกำลังใจ

1.       นักเรียนสนใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น

2.       นักเรียนมีความกล้าในการแสดงออก

3.       นักเรียนเกิดแรงจูงใจที่จะติดตามค้นคว้าหาความรู้

4.       นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนการสอน การเข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างดียิ่งขึ้น

5.       ทำให้ผลการเรียนของนักเรียนได้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น        

              การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีถ้าบุคคลมีความรู้สึกประสบความสำเร็จ เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ ดังนั้นในการสอนผู้สอนควรพยายามสร้างความรู้สึกประสบความสำเร็จให้เกิดขึ้นในตัวของผู้เรียน ถ้าผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงปรารถนา ผู้สอนก็ควรที่จะทำการเสริมกำลังใจให้แก่ผู้เรียนได้ทราบโดยทันที ทุกครั้ง ซึ่งตามหลักจิตวิทยาแล้วการกระทำเช่นนี้จะมีผลทำให้เกิดพฤติกรรมที่พึงปรารถนาซ้ำ ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลายเป็นนิสัย วิธีการที่ผู้สอนจะนำมาใช้มีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การที่ผู้สอนแสดงท่าทางยอมรับ การกล่าวคำชมเชยโดยตรง การยิ้ม แสดงสีหน้าพอใจ การพยักหน้า ให้ผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าของตนเอง การให้รางวัล การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นและการช่วยเสริมในสิ่งที่ผู้เรียนกระทำอยู่ให้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ผู้สอนควรจะนำการเสริมกำลังใจหรือการเสริมแรงมาใช้อย่างเหมาะสมในการเรียนการสอน โดยพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และวัยของผู้เรียน รวมทั้งพยายามหลีกเลี่ยงการให้กำลังใจที่เป็นสิ่งของเพราะจะทำให้เกิดความเคยชินกับการรับของรางวัลถ้าไม่ได้เมื่อไรอาจทำให้ไม่ยอมกระทำพฤติกรรมเช่นนั้น


ที่มา : รศ.ดร. จิรกรณ์ ศริประเสริฐ.ทักษะและเทคนิคการสอนพลศึกษาในระดับประถมศึกษา.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.2543        : ผศ.ดร. วารีรัตน์แก้วอุไร.ทักษะการสอน.ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร        : ชาญชัย ศรีไสยเพชร.ทักษะและเทคนิคการสอน.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์พิทักษ์อักษร.2527        : ชาญชัย อินทรประวัติ.วิธีสอนทั่วไปและการสอนแบบจุลภาค.ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา.2522       : รส.รัตนา เฮงสวัสดิ์.พฤติกรรมการสอนสุขศึกษา 2. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.2528       : สุวัตน์ มุทธเมธา.การเรียนการสอนปัจจุบัน (ศึกษา 333).กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.2523