บุคคลหลายคนทุกวันนี้ เฝ้าดู เฝ้ารอแต่ดอกและผลที่จะโผล่พ้นก้าน ช่อ และใบ จนลืมใส่ใจรากฐานที่สำคัญแห่งชีวิต...

ในช่วงเวลาที่วิทยาการทั้งหลายก้าวหน้า ผู้คนทั้งหลายก็ใช้ปุ๋ยทางวิทยาศาสตร์ฉีดเร่งเข้าทางใบ พ่นเข้าไปทางดอก ด้วยการศึกษา ด้วยตำหรับ ตำราสมัยใหม่ ฉีด เร่ง อัดเข้าไป เพื่อหวังได้ดอกและผลที่งดงาม

ชีวิตคนนั้นถ้าจะเปรียบดั่งต้นไม้สักหนึ่งต้น กว่าต้นไม้จะเติบใหญ่เป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์ผลิดอกออกผลได้ จำเป็นต้องเอาใจใส่ ดูแล รดน้ำ พรวนดิน และใส่ปุ๋ย

การที่เราเร่ง เราอัดใส่เข้าไปแต่ความรู้ พัฒนาความสามารถต่าง ๆ นั้นก็เหมือนดั่งเราใส่ปุ๋ยให้กับต้นไม้
เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วเราก็ต้อง “รดน้ำ” 
การรดน้ำให้แก่ชีวิตนั้นคืออะไรเล่า...?

การรดน้ำให้กับชีวิตนั้นคือ การรดชีวิตด้วย “ธรรมะ” อันได้แก่การให้ทาน รักษาศีล และเจริญสมาธิ
การรดน้ำด้วยการให้ทานนั้นก็เพื่อลดความตระหนี่ การลดความตระหนี่เพื่อกำจัดความโลภ การกำจัดความโลภเพื่อตัดเสียซึ่งความหลง เมื่อตัดเสียซึ่งความหลงได้ อัตตาหรือตัวตนเราก็น้อยลงจนหมดเสียซึ่งตัวตนไป

แต่ถ้าเราหากเราหาความรู้โดยการเรียนหนังสือ พัฒนาความสามารถอย่างเดียวโดยไร้ซึ่งการใส่ธรรมนั้น ก็เปรียบดั่งเราใส่ปุ๋ยอย่างเดียวโดยไม่รดน้ำ ปุ๋ยนั้นรังแต่จะเกิดประโยชน์ไม่เต็มที่เนื่องจากไม่สามารถละลายลงไปในดินนั่นคือ “ชีวิต” ทำให้ราก (จิตวิญญาณ) ไม่สามารถดูดซึมความรู้นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางที่ดี อีกทั้งเมื่อใส่ปุ๋ยไปแล้วต้นไม้ไม่เจริญเติบโตดังที่หวัง เราก็ต้องเพิ่มปุ๋ย เร่งฮอโมน การกระทำนั้นก็รังแต่จะทำให้ดินเสีย จิตวิญญาณนั้นเสียไป เพื่อหวังแต่จะได้ เกิดความโลภมากเข้า เมื่อใส่ปุ๋ยมากเข้าแหล่งน้ำใต้ดิน หรือแหล่งน้ำในบริเวณรอบ ๆ ก็ไร้ซึ่งความใสสะอาด “สังคม” ก็พลันแต่จะอุดมไปด้วยกิเลส สังในทุกวันนี้ก็เลยอุดม หมักหมม และต้องจมไปด้วยกิเลสอันคละคลุ้งไปด้วยปุ๋ยที่ใส่สร้างและผลิตขึ้นมาเองทั้งสิ้น


บุคคลทั้งหลายรดน้ำ พรวนดิน และใส่ปุ๋ย ที่โคนต้นลงที่รากเพื่อให้ต้นไม้นั้นออกใบ ผลิดอกและออกผลฉันใด
บุคคลที่จะเจริญเติบโตรุ่งเรืองอย่างมั่นคงได้ จักต้องรดน้ำแห่งศีลและสมาธิเพื่อให้ผลิดอกออกผลมาเป็น “ปัญญา” ฉันใดก็ฉันนั้น

ศีลนั้นก็เปรียบดั่งกับการพรวนดินให้กับต้นไม้ เมื่อต้นไม้นั้นใส่ปุ๋ยเข้าไปมาก ๆ ดินก็จะแข็งและแน่นไปด้วยกิเลสและตัณหาที่คอยปิดบังดวงตาให้มืดมอด การรักษาศีลนั้นจะช่วยลดความแข็ง ลดพลังกิเลสที่แน่นและฝังติดอยู่กับจิตใจ ลดความเย่อหยิ่ง จองหอง ด้วยวิชาความรู้ที่คอยแต่จะทำให้เราชูหอระหงไม่ยอมลดตัวและก้มหัวให้ใคร

ต้นข้าวเมื่อเจริญเติบโตจนออกรวง เมื่อมีเมล็ดมากก็ย่อมจะต้องยิ่งโน้ม ยิ่งอ่อนตัวลงสู่ดินมากฉันใด
ชีวิตที่เจริญเติบโตขึ้นมาจนกระทั่งถึงวัยที่ผลิดออกผลจำเป็นจะต้องอาศัยความอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ฉันนั้น

ต้นข้าวที่ออกรวงเต็มที่แต่ยังชูต้นตระหง่าน รังแต่รอการหักเพราะน้ำหนักของเมล็ดมากมาย
ชีวิตที่เจริญเติบโตแล้ว ชูคอ วางกล้าม วางมาด ก็เป็นเช่นนั้น ต้องรอวันแต่ที่คนทั้งหลาย “หมั่นไส้” จ้องที่หาช่องทางจะหัก จะเด็ด จะเลื่อยขาเข้าอี้
หรือแม้เวลาที่ลมพัดมาแรง ๆ ก็รังแต่ที่จะหักลงไปเสียก่อนที่จะเมล็ดข้าวนั้นจะสุกเหลืองอร่ามเกิดประโยชน์แก่ชาวนาได้อย่างเต็มที่

ชีวิตนี้ก็เป็นดั่งต้นไม้นั้นแล
ต้องมีทั้งปุ๋ย ทั้งการพรวนดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีน้ำอย่างพอเหมาะ
ไม่ใส่น้ำ รดน้ำมากเกินไปด้วยการหลงธรรมจน “เมาธรรม”
หลายคนทุกวันนี้ก็ “เมาธรรม” ด้วยการให้ทาน รักษาศีลก็เพื่อที่จะวิ่งขึ้นไปหาความสุขต่อในโลกแห่งสวรรค์
ศึกษาหาความรู้แห่งธรรมเพื่อไปคุยโม้ โอ้อวด ทะเลาะกัน ว่าฉันเก่งกว่า เห็นอะไรมากกว่า ปฏิบัติได้มากกว่า ทำแบบนี้เขาเรียกว่า “ธรรมเมา...”

ต้นไม้ต้นหนึ่งจะเจริญเติบโตได้แต่อาศัยความ “พอดี...”
ความพอดีนั้นหนอคือหนทางแห่งอริยมรรคคือหนทางอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐ กล่าวคือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การทำการงานชอบ อาชีวะ (ละมิจฉาชีพ) ชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ และความตั้งใจมั่นชอบ

เมื่อชีวิตเดินทางหนทางแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้อย่างสมบูรณ์ ชีวิตนี้จะประเสริฐแท้
เจริญงอกงามอย่างมั่นคง ผลิดอก ออกผล ให้ร่มเงาแก่ตนเองและบุคคลทุกหมู่เหล่า

ต้นไม้ที่เติบโตอย่างแข็งแรง พร้อมกับอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม และไม่อยู่ในสถานที่ที่ห่างไกลและแล้งแค้น สาธุชนพึงได้รับประโยชน์จากต้นไม้นั้น ได้อาศัยเมล็ดดั่งต้นไทรที่ใคร ๆ เขาว่าเป็นนักบุญในพงป่า ได้อาศัยร่มยามแดดร้อน ได้อาศัยพักพิงนอนยามเหนื่อยล้า ได้อาศัยลดกำลังแห่งธารายามน้ำเชี่ยว ได้อาศัยให้ดินเกาะเกี่ยวมิเลือนหาย ได้ฝากชื่อ ฝากเกียรติ ไว้ยามต้นวาย ต้นไม้นั้นจักต้องเกิด เติบโตและเจริญได้ตามหนทางแห่ง “อริยมรรค”

ต้นไม้ที่เกิดและเติบโตขึ้นมาใต้ร่มธรรม ย่อมเกิดประโยชน์ทรงคุณค่าทั้งแก่ตนเอง มหาชน และสังคมมากหลาย

ต้นไม้ใต้ร่มธรรมนั้นสามารถก่อประโยชน์แก่โลกได้อย่างมากมาย สัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายได้พึ่งพิง

ชีวิตอันอยู่ใต้ร่มธรรมนี้ ทรงชีวิตด้วยความสุขละทุกข์มั่น

ชีวิตจะสว่าง ประเสริฐ สงบพลัน เมื่อเราท่านอยู่ใต้ร่มแห่ง "สัทธรรม..."