ช่วงนี้มีโอกาส ให้เวลากับงานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายมากขึ้น หลังจากที่ว่างเว้นไปช่วงหนึ่งทั้งนี้ด้วยภาระงานด้านอื่นด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ยังน่าดีใจที่ถึงแม้ไม่ได้ลงไปดูแลคนไข้ที่ ward ก็ยังได้มีโอกาสให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์แก่ญาติผู้ป่วยเดิมที่จำหน่ายออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว ซึ่งโทรมาขอคำปรึกษาเป็นระยะๆเพราะว่าผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง มีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น กินอาหารได้น้อยลงและไม่ยอมกินยาเป็นเม็ดๆ...ซึ่งการให้คำปรึกษาของเราสามารถเป็นข้อมูลช่วยในการตัดสินใจของผู้ป่วยและญาติได้เป็นอย่างดี...

         กลับมาช่วงนี้ เมื่อวันก่อนเพิ่งได้รับการปรึกษาcase จากแพทย์เจ้าของไข้ กรณีผู้ป่วยชายสูงอายุ เจ็บป่วยเรื้อรังมานานร่วม 10 ปี ระยะหลังนี้ต้องนอนให้ญาติป้อนเข้าป้อนน้ำมานานมากกว่า 6 เดือนแล้ว รับเข้ารักษาในโรงพยาบาลด้วยภาวะสงสัยการติดเชื้อในกระแสเลือด มีแผลกดทับมาจากบ้าน และมีภาวะปอดอักเสบร่วมด้วย ให้การรักษาแล้ว ผลลัพธ์ผู้ป่วยไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษา แพทย์ประเมินได้ว่าอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิตแล้ว จึงขอให้มาร่วมดูแลให้คำปรึกษาเรื่องของการเตรียมตัวของผู้ป่วยและญาติ...เมื่อเข้าไป approach ก็พบว่าผู้ป่วยมีข้อจำกัดในการรับรู้หรือสื่อสารกันแล้ว...ได้พบกับสะไภ้ และผู้ดูแลหลัก...ซึ่งก็ปรากฏว่าไม่ใช่ญาติ หรือลูกหลาน กลับเป็นคนอื่นที่รับจ้างมาดูแลผู้ป่วยรายนี้ มาต่อเนื่องตั้งแต่เมื่ออยู่ที่บ้าน ส่วนลูกหลาน 6 คน มีงานประจำ ไม่สามารถมาอยู่เฝ้าได้ตลอด จะมาเยี่ยมบางเวลาเสียเป็นส่วนมาก ส่วนภรรยาซึ่งแก่แล้วรู้สึกก็เหนื่อยล้าเนื่องจากเป็นภาระในการดูแลมานานแล้ว ขอไม่มาอยู่ด้วยที่โรงพยาบาล... กรณีเช่นนี้พบเห็นได้บ่อยขึ้นในสภาพสังคมปัจจุบัน...ก็คงไม่แปลกเท่าไรนัก ที่เราต้องให้ความรู้ เสริมพลังในการดูแลผู้ป่วยแก่ผู้ดูแลซึ่งเป็นคนอื่น มากกว่าญาติหรือบุตรหลาน...แม้กระทั่งในเรื่องของการนำ การช่วยให้ผู้ป่วยได้ระลึกถึงแต่สิ่งที่ดี ให้เกิดจิตที่เป็นกุศลอยู่เสมอ ซึ่งจิตสุดท้ายถือเป็นอาสันนกรรม ที่ชาวพุทธถือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก ถ้าจิตเป็นกุศลก็จะนำไปสู่ภพภูมิที่ดีได้...เรื่องนี้โอกาสที่บุตรหลานจะช่วยได้นั้น มีน้อย เพราะคนที่อยู่กับผู้ป่วยอยู่ตลอดนั้นเป็นผู้ดูแลที่จ้างมาเสียมากกว่า...แต่คุณตา(ผู้ป่วยรายนี้)ก็ยังโชคดี ที่ได้ผู้ดูแลที่มีจิตใจดี รักผู้ป่วยเสมือนว่าตนเองเป็นลูกคนหนึ่ง...นอกจากนี้แล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่ญาติไม่ได้นึกถึงมาก่อน ทั้งในเรื่องของการช่วยให้ผู้ป่วยได้สะสางในสิ่งที่ค้างคาใจ การขออโหสิกรรมซึ่งกันและกันของผู้ป่วยและญาติ วิธีการจัดการเมื่อผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยหอบใน the last hour of life vs กับการปฏิเสธไม่ขอรับการช่วยฟื้นคืนชีพรวมทั้งการใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นต้น...ซึ่งโดยทั่วไปเราจะสนใจเพียงแต่ว่าให้ตัดสินใจนะ!ว่าจะให้หมอใส่ท่อช่วยหายใจ หรือปั๊มหัวใจหรือไม่เมื่อผู้ป่วยหายใจไม่ไหว...ถ้าไม่ใส่ก็ OK เซ็นไว้เป็นหลักฐาน...แต่ไม่ได้คิดและให้ข้อมูลต่อไปว่าแล้วจะช่วยผู้ป่วยไม่ให้ทุกข์ทรมานได้อย่างไร! สิ่งเหล่านี้แหละคืออะไรที่ท้าทาย ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต...เราคงต้องช่วยกันเติมเต็มต่อไปไม่สิ้นสุด...นะคะ...