เมื่อสิบปีที่แล้ว ตอนที่เริ่มเล่นโมเด็มนั้น โมเด็มตัวแรกมีความเร็ว 1200 bps เท่านั้น จากนั้นก็มีการพัฒนามาอีกหลายขั้น ต้องเปลี่ยนโมเด็มใหม่อีกหลายครั้ง จาก 1200 bps เป็น 2400 เป็น 14400 เป็น 19200 เป็น 28800 bps และเป็น 33600 bps (33.6 Kbps) ในที่สุด แต่ปัจจุบันโมเด็มที่มีความเร็วสูงสุดนั้น มีความเร็วถึง 56 Kbps กฎของแชนนอนระบุว่า จำนวนข้อมูลสูงสุดซึ่งสามารถเข้ารหัสเป็นสัญญาณนั้นเป็นสัดส่วนกับ bandwidth และสัดส่วนสัญญาณต่อคลื่นรบกวนของสายซึ่งข้อมูลนั้นถูกส่งผ่านไป แม้กระทั่งสายที่สะอาดมาก ไม่มีคลื่นรบกวนเลย ความเร็วสูงสุดที่เป็นไปได้ของเครือข่ายสายโทรศัพท์แบบอนาล็อก ก็อยู่ในราว 35 Kbps เท่านั้น การไปเร็วกว่านี้ก็จะคล้ายกับการเอาชนะความเร็วของแสง หากเป็นเช่นนั้นโมเด็มความเร็ว 33.6 Kbps ของทุกวันนี้ก็กำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดของการส่งข้อมูล (ทางสายโทรศัพท์) แล้วเท่าที่กฎระบุไว้ ถ้าเช่นนั้นแล้วเหตุใดเทคโนโลยีโมเด็มความเร็ว 56 Kbps จึงฝ่าฝืนกฎอันนี้ได้ล่ะ? ความลับนั้นอยู่ในข้อเท็จจริงที่ว่าเครือข่ายดิจิท่อลซึ่งรองรับการจราจรทางเสียงนั้นใช้ความเร็ว 64 Kbps ต่อสายแต่ละเส้น เพราะว่าการที่จะ digitize (แปลงสัญญาณอนาล็อกเป็นดิจิท่อล) สัญญาณเสียงอนาล็อกด้วยคุณภาพ 3 KHz นั้น เราจำเป็นต้องจับเสียงให้ได้ที่สองเท่าของความเร็วนั้น โมเด็มความเร็ว 56 Kbps ใช้ประโยชน์จากข้อเท็จจริงที่ว่า AOL (America OnLine - ผู้ให้บริการ online รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐ) และผู้ให้บริการ Internet รายใหญ่อื่นๆล้วนแล้วแต่มีการเชื่อมโยงระบบดิจิท่อลโดยตรงกับเครือข่ายโทรศัพท์อยู่แล้ว และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องทำการแปลงสัญญาณอนาล็อกเป็นสัญญาณดิจิท่อล ด้วยในขั้นตอนการส่งขึ้น (upstream) การนี้ช่วยสงวนรักษา bandwidth ของช่องทางดิจิท่อลโดยสมบูรณ์ตลอดทางไปยังจุดสุดท้าย ข้ามเครือข่ายโทรศัพท์ไปยังบ้านของท่านด้วยความเร็ว 56 Kbps ช่วงขาลง (downstream) แน่นอน หากมีอุปกรณ์สลับสายแบบอนาล็อกอยู่บนสายระหว่างโมเด็มของท่านและ DAC อยู่ที่ชุมสายย่อยของบริษัทโทรศัพท์ ความเร็ว 56 Kbps ก็จะใช้ไม่ได้ สำหรับท่าน ตัวอย่างก็คือ การได้รับสัญญาณ 56 Kbps ผ่านตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติ (PBX) ของสำนักงาน นับว่าเป็นเรื่องโชคดีโดยที่ท่านไม่มีการเชื่อมโยงระบบดิจิท่อลโดยตรงกับเครือข่าย โทรศัพท์ ท่านจึงไม่สามารถที่จะส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงไปกว่า 33.6 Kbps ในช่วงขาขึ้น (upstream) ได้เลย กฎของแชนนอนยังคงมีผลอยู่มาก แต่หากท่านมีการเชื่อมโยงระบบดิจิท่อลโดยตรงกับ เครือข่ายโทรศัพท์ ท่านก็จะสามารถโต้คลื่น Internet ด้วยความเร็ว 56 Kbps ในช่วงขาขึ้นได้เช่นกัน แต่ขอโทษ สิ่งนั้นเขาเรียกว่า ISDN แต่เนื่องจาก ISDN มีความยุ่งยากในทางปฏิบัติค่อนข้างมาก จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าโมเด็มความเร็ว 56 Kbps แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยี่โมเด็ม 56 Kbps มีสอง มาตรฐาน คือ มาตรฐาน X2 ของบริษัท U.S.Robotics ที่ใช้ chipset ของ TexasInstrument และมาตรฐาน K56 Flex ของบริษัท Lucent Technology และ Rockwell Electronics ทั้งสองมาตรฐานมีลักษณะการทำงานคล้ายกัน และสหภาพการสื่อสารระหว่างประเทศ (ITU - International Telecommunication Union) กำลังพิจารณามาตรฐานของโมเด็ม 56 Kbps อยู่ ทั้งเทคโนโลยี่ X2 และ 56K Flex มีโอกาสที่จะรวมกันเป็นมาตรฐานเดียวกัน คาดว่าประมาณต้น ปีหน้า(2541) ITUก็จะประกาศมาตรฐานใหม่นี้ออกมา ในเมืองไทยเอง ขณะนี้มี ISP (Internet Service Provider - ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ท) เพียงสองรายเท่านั้น ที่กำลังทดสอบเทคโนโลยี่ X2 และ K56 Flex อยู่ เท่าที่ทราบมา(จากข่าวสาร ในวงการ BBS) นั้น ความเร็วสูงสุดที่ทำการต่อเชื่อมได้คือ 49333 bps หรือ 49 Kbps เท่านั้น ส่วนในสหรัฐทำได้สูงสุด 53 Kbps ท่อทางในอนาคต แน่นอน 56 Kbps ดูเร็วเมื่อเทียบกับความเร็ว 2400 bps (2.4 Kbps) ในอดีต แต่ว่าในอดีตนั้น ทั้งหมดที่เราทำแบบออนไลน์ก็คืออ่านข้อความธรรมดาและดาวน์โหลดเกมเล็กๆ นานๆครั้ง แต่ปัจจุบัน Internet กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และพวก website ต่างๆก็พยายามแข่งขันในเรื่องความวิลิศมาหรา และความวิจิตรตระการตาของ graphic ทำให้แม้กระทั่งการต่อเชื่อมแบบ ISDN ก็ยังดูจะช้ากว่า ความเร็ว 2400 bps ในอดีตซะอีก โชคดีที่ยังมีสิ่งมหัศจรรย์ทางเทคโนโลยี่สองสามอย่าง ซึ่งจะช่วย ให้เรา "ซิ่ง" ไปบนทางด่วนสารสนเทศ หรือ information superhighway ได้ แต่โชคร้ายที่พวกมัน ทั้งหมดต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ขึ้นใหม่ทั้งหมด และยังไม่มีอันใดเลยที่มี ความแน่นอน ทางเลือกพื้นฐานได้แก่เคเบิ้ลโมเด็ม อันเป็นการขยายการใช้สายโทรศัพท์ทองแดงออกไป และการสื่อสารแบบไร้สาย ต่อไปนี้จะดูอย่างเคร่าๆ ว่าอะไรกำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา โครงสร้างพื้นฐานของเคเบิ้ลทีวี ได้นำท่อทางสายร่วมแกน (coax pipe) ขนาดใหญ่เข้าถึง บ้านเรือนส่วนใหญ่ในสหรัฐ แต่ระบบไม่ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมให้เป็นระบบดิจิท่อลหรือ สองทาง เมื่อมันทำงาน-ดังที่กำลังมีการสาธิตในเมืองสองสามแห่ง-เคเบิ้ลโมเด็มสามารถส่งผ่าน ข้อมูลด้วยความเร็วมากกว่า 10 Mbps ในช่วงขาลง และยังคงทำได้มากกว่า 1 Mbps (1024 Kbps) ในช่วงขาขึ้น แต่โดยที่เส้นสายเคเบิ้ลนั้นใช้ร่วมกันจากบ้านหนึ่งสู่อีกบ้านหนึ่ง ดังนั้น bandwidth ที่ว่าจึงต้องแบ่งๆ กันไปในบรรดาผู้ที่เข้าใช้งานระบบ (log on) ในเวลาเดียวกันในตำบลหนึ่งๆ ระบบ ADSL (Asymmetrical Digital Subscriber Line) จะวางโมเด็มก้าวหน้ารุ่นพิเศษ ไว้ที่ปลายทั้งสองข้างของวงวนการเดินสายท้องถิ่นเพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากสายโทรศัพท์ทองแดง ที่วิ่งเข้าสู่บ้านของท่าน ADSL สามารถจัดการความเร็วในช่วงขาลงได้ประมาณ 6 Mbps และทำ ความเร็วได้ 640 Kbps ในช่วงขาขึ้น ซึ่งก็นับว่าไม่เลวทีเดียว และด้วย ADSL ท่านก็ไม่ต้องร่วมใช้ bandwidth กับเพื่อนบ้านของท่าน แต่สิ่งหนึ่งซึ่งอาจขัดขวางความคืบหน้าของ ADSL ก็คือความไม่ เต็มใจของบริษัทโทรศัพท์ในอันที่จะฆ่าวัวที่ทำเงินให้ มันจะเป็นการยากสำหรับพวกเขาที่จะอธิบายต่อ บริษัทต่างๆ ที่ยอมจ่ายเงินปีละ 600,000 บาท เพื่อการต่อเชื่อมแบบ T1 ความเร็ว 1.54 Mbps ในเมื่อในด้านของผู้บริโภคเองพวกเขากลับกำลังขายการต่อเชื่อมที่เร็วกว่ามาก ในราคาเพียงเดือนละ 1,500 บาท เท่านั้น ทางเลือกแบบไร้สายยังไม่ได้รับการตีความดีนัก แต่อาจกระโดดข้ามทั้ง ADSL และเคเบิ้ลโมเด็ม ได้ เมื่อท่านมีดาวเทียมหรือหอวิทยุอยู่ในมือแล้วก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปยุ่งกับการเดินสาย ท้องถิ่นซึ่งมีราคาแพงและใช้เวลามาก FCC หรือหน่วยงานผู้ควบคุมการสื่อสารของสหรัฐเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เปิด bandwidth เพิ่มขึ้นสำหรับการสื่อสารแบบไร้สาย และผู้ให้บริการจานดาวเทียมขนาดเล็ก ทั้งหมดก็กำลังมองหาช่องทางที่จะเริ่มต้นให้บริการข้อมูลอย่างน้อยที่สุดก็ในช่วงขาลงในอนาคตอันใกล้นี้ ส่วนในเมืองไทยเองก็มีข่าวว่าบริษัทเมโทรซิสเต็ม ร่วมกับบริษัท KSC Internet กำลังมีโครงการที่จะให้บริการ Internet ผ่านดาวเทียมเช่นกัน ภายใต้ชื่อโครงการว่า SKYLAN ซึ่งใช้ดาวเทียมไทยคมเป็นตัวรับสัญญาณ แต่น่าเสียดายที่ความเร็วที่จะให้บริการนั้นค่อนข้างต่ำ คือ 19.2 Kbps ถึง 64 Kbps ส่วนบริษัทชินวัตร เจ้าของดาวเทียมไทยคมเองก็ได้ข่าวมาว่ามีโครงการ ล กษณะนี้เช่นกัน แต่ทางบริษัทยังไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ สำหรับผู้ใช้บริการ Internet (ฟรี) ผ่านระบบ LAN ของธกส. ซึ่งเชื่อมต่อกับกระทรวงการคลังนั้นท่านอาจมีความรู้สึกว่าทำไมมันช่างช้าจริงๆ จน www (world wide web) จะกลายเป็น world wide wait อยู่แล้ว คำตอบก็คือมันช้าก็เพราะการเชื่อมโยงระหว่าง ธกส. กับกระทรวงการคลังมี bandwidth อยู่ระหว่าง 9600 bps ถึง 64 Kbps เท่านั้น ซึ่งถึงจะเป็น 64 Kbps แต่หากมีผู้ใช้พร้อมกัน 10 คนก็ต้องแบ่งๆกันไป เหลือคนละ 6.4 Kbps เท่านั้น แล้วมันจะไม่ช้าได้อย่างไร? สู้ซื้อโมเด็มความเร็ว 28.8 หรือ 33.6 Kbps มาใช้เองคนเดียว ไม่ต้องแบ่ง bandwidth กะใครย่อมสบายกว่า และเร็วกว่าเป็นไหนๆ เพียงแต่ยอมเสียเงินค่าใช้บริการ Internet ให้กับ ISP เดือนละประมาณ หนึ่งพันบาทเท่านั้น (สำหรับการใช้งานประมาณ 30 ชั่วโมง) ทั้งนี้ท่านต้องเข้าใจด้วยว่า "ของฟรีย่อมไม่ดี และของดีย่อมไม่ฟรี" ส่วนเรื่องที่ว่าควรจะใช้บริการของ ISP รายใดถึงจะ "เด็ด" กว่ากันนั้น ขอให้มากระซิบถามผม เป็นการส่วนตัวก็แล้วกัน (เพราะถึงบอกไปตอนนี้ก็ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่ประการใด) และหากความเร็ว 33.6 Kbps ยังน้อยเกินไปสำหรับท่าน และท่านพอมีกะตังค์อยู่บ้างละก็ ไม่ยากเลย ขอให้ท่านไปซื้ออุปกรณ์ที่เรียกว่า webramp มาหนึ่งตัว (ราคาประมาณห้าหมื่นบาท) และโมเด็ม 33.6 Kbps อีกสองตัว (ราคาประมาณหนึ่งหมื่นบาท) รวมกับโมเด็มตัวเดิมเป็น 3 ตัว เอาทั้งสามตัวต่อเข้า webramp และต่อกับ PC ของท่าน ท่านก็จะได้ความเร็วเท่ากับ 33.6 x 3= 100.8Kbps โดยไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ แต่แม้กระนั้นก็เถอะ ผมก็ยังมีความเห็นว่า 100.8 Kbps ยังช้า เกินไป ใจผมอยากจะได้อะไรที่มันเร็วเป็น Mbps (1024 Kbps) ขึ้นไป เวลาเล่น Internet จะได้สบายใจ ไม่ต้องรอนาน เมื่อไหร่หนอ เมืองไทยถึงจะมีผู้ให้บริการ cable modem และ ADSL ซะที?