การส่งเสริมสัมพันธภาพมารดาและทารกน้ำหนักน้อยในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 10 เชียงใหม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1

ผลงานที่เป็นผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

1.

ชื่อผลงาน เรื่อง

การส่งเสริมสัมพันธภาพมารดาและทารกน้ำหนักน้อยใน

 

10 เชียงใหม่

2.

ระยะเวลาที่ดำเนินการ

ใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ มีนาคม 2550 ถึง พฤษภาคม

2550

3.

สัดส่วนของผลงานในส่วนที่ตนเองปฏิบัติ

100%

4.

ผู้ร่วมจัดทำผลงาน(ถ้ามี)

-

5.

บทคัดย่อ

สัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารกเปน็ สิ่งสำคัญในการเลี้ยงดูทารก เป็นความรัก

ใคร่ผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างมารดาและทารก ความผูกพันจะค่อยๆเกิดขึ้นทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง

จนกลายเป็นลักษณะพิเศษลึกซึ้งและ คงทนถาวรตลอดกาล ถ้ามารดาและทารกมีสัมพันธภาพที่ไม่

ดี ทารกอาจเสี่ยงต่อการถูกทอดทิ้ง กระบวนการในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารก

เปรียบเสมือนสายใยเชื่อมโยงมารดาและทารกเข้าหากัน การให้ความช่วยเหลือแนะนำมารดาให้มี

ส่วนร่วมในการดูแลทารกโดยให้ความสำคัญต่อการสร้างสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลังคลอดใหม่

 

( sensitive period )

ในระยะนี้มารดาจะมีความไวต่อ

 

10

ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้

(

 

Munns& Riesch 1984 : 271-276

)

ดังนั้นพยาบาลควรส่งเสริมสัมพันธภาพของมารดากับทารกน้ำหนักน้อยโดยให้มารดา

ได้อยู่ใกล้ชิดทารกโดยเร็วที่สุดเมื่อทารกมีอาการดีขึ้น เพื่อให้โอกาสมารดาได้สร้างสัมพันธภาพกับ

2

ทารกอย่างต่อเนื่องและยังมีโอกาสเรียนรู้พฤติกรรมทารก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่สัมพันธภาพที่ดี

ของมารดากับทารก

 

น้ำหนักน้อยได้

6.

บทนำ

ทารกเกิดน้ำหนักน้อย จัดป็นกลุ่มเสี่ยงสูงเนื่องจากสภาพร่างกาย การเจริญเติบโตไม่

สมบูรณ์ของระบบต่างๆในร่างกาย ต้องปรับตัวเป็นอย่างมากในระยะแรกเกิด ต้องถูกแยกจาก

มารดาและได้รับการดูแลเป็นพิเศษอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด ซึ่งจะส่งผลต่อสภาพ

จิตใจของมารดาและทารก มารดาจึงมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับสภาพร่างกายและอาการของทารกที่

ไม่ได้มีโอกาสจับต้องอุ้มกอดเหมือนทารกปกติทั่วๆไป โอกาสสร้างสัมพันธภาพกับทารกในระยะ

เริ่มต้นของชีวิตมีน้อย ทำให้ขาดความมั่นใจในการดูแลทารก ทารกน้ำหนักน้อยเป็นปัญหาที่สำคัญ

ของงานอนามัยแม่และเด็ก ในประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ และภาคอีสาน กลุ่มชาวเขา

ฐานะยากจน พื้นที่เฉพาะ เช่น กลุ่มชนเร่ร่อน ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าหมาย

ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่แผนฯ

 

7 จนถึงแผนฯ 9 ( 2535-2549 )

ที่จะลดอัตรา

 

7

จะเห็นได้ว่า

 

2533 ถึงปี 2540

ลดลง จนใกล้เป้าหมาย คือ ร้อยละ

7.7

 

แต่เนื่องจากในปี พ..2540

เป็นต้นมา ได้มีวิกฤตการทางเศรษฐกิจ ทำให้มีผลกระทบอย่างมาก

 

1

3

เพียงพอ จึงจะส่งผลให้มีการพัฒนาการเรียนรู้ การเจริญเติมโต ความไว้วางใจ ผู้เลี้ยงดูหรือมารดา

เป็นการพัฒนาขั้นพื้นฐานนำไปสู่การพัฒนาขั้นต่อไปในชีวิต จากการศึกษาของกลอสและเคนเนลส์

(

 

Klaus & Kanell , 1976 ) มีความเชื่อว่าการส่งเสริมให้เกิดปฎิสัมพันธ์ระหว่างมารดาและทารก

(

Maternal – infant interaction

 

)

ในช่วงระยะแรกหลังคลอด เป็นระยะเวลาที่พิเศษสำหรับแม่และลูก

(

 

Sensitive period ) ถือเป็นช่วงสำคัญที่จะก่อให้เกิดความรักความผูกพันระหว่างมารดาและทารก

(

Bonding and attachment

 

)

เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็น

 

10

เชียงใหม่

 

( Kangaroo care )

เสริมสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างมารดาและทารก สร้าง

 

6

เดือน

7.

วัตถุประสงค์

1. เพื่อศึกษาถึงสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย

2. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติการพยาบาลและพัฒนาคุณภาพการบริการเพื่อ

การดูแลส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย

8.

วิธีการดำเนินงาน/วิธีการศึกษา/

ขอบเขตของงาน

1. ทบทวนวรรณกรรม เอกสารอ้างอิงทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับ

4

- สัมพันธภาพมารดาและทารก

-

 

ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย

-

 

ปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมารดาและทารกหลังคลอด

3.

 

เก็บรวบรวมข้อมูล

4.

 

นำมาวิเคราะห์ และ สรุปผล

5.

 

สรุปผลการดำเนินงานมาเสนอต่อหัวหน้างาน เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

9.

ผลการดำเนินงาน/

ผลการศึกษา

สัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารก เป็นความสัมพันธ์เฉพาะ ที่เกิดขึ้นระหว่าง

บุคคล โดยต้องอาศัยเวลาและปฎิสัมพันธ์ที่มีต่อกัน เป็นความรู้สึกลึกซึ้ง และแนบแน่นยิ่งกว่า

ความผูกพันใดๆที่เกิดขึ้นในมนุษย์ มีผลต่อความอยู่รอด การเจริญเติบโตของทารกทั้งทางด้าน

ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา และบุคลิกภาพ รวมทั้งเป็นพื้นฐานในการสร้าง

ความสัมพันธ์ กับบุคคลอื่นๆในอนาคต

กระบวนการสัมพันธภาพของมารดากับทารก เริ่มตั้งแต่ในระยะตั้งครรภ์ทำให้เกิด

ความรักใคร่ผูกพันของมารดาที่มีต่อทารก ความผูกพันจะเพิ่มขึ้นทีละน้อยตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์

จนกระทั่งถึงระยะหลังคลอด

 

( Cropley 1979 : 14 ; Olds, et al. 1985 : 954 )

ในระยะแรกของการ

 

( Cropley 1979 : 14 )

และในระยะใกล้คลอดความนึกคิดของมารดาที่มีต่อ

 

(

Sensitive period

 

) ต่อการสร้างสัมพันธภาพกับทารก ( Klaus & Kennell 1982 :7 )

ในระยะ 40

5

ในระยะนี้ อาจต้องใช้เวลาการนานเพื่อฝึกฝนทารกให้ดูดนม และมารดามีความรู้สึกอยากจะทราบ

ถึงรูปร่าง ลักษณะ หน้าตา เพศ และสุขภาพว่าเป็นไปตามความคาดหวัง หรือมีลักษณะคล้ายคลึง

กันหรือไม่ ซึ่งในทารกที่คลอดน้ำหนักตัวปกติดี ทารกจะมีความตื่นตัว และมีปฎิสัมพันธ์กับ

สิ่งแวดล้อม มารดาและทารกจะมีการสร้างสัมพันธภาพกันโดยมารดาเริ่มใช้ปลายนิ้วสัมผัสใบหน้า

แขนขาของทารก ต่อจากนั้น ใช้นิ้วมือลูบไล้ตามแขนขาและใช้ฝ่ามือสัมผัสตามลำดับ และโอบ

กอดทารกไว้ในวงแขนด้วยความทะนุถนอม มีการประสาน สายตา ซึ่งกันและกัน และช่วงระยะนี้

มารดาจะยอมรับทารกมากขึ้นและเกิดความรู้สึกในทางบวกเมื่อทารกสบตาหรือจับนิ้ว แต่ในทารก

น้ำหนักน้อย พัฒนาการทางร่างกายบางอย่างของทารกไม่สมบูรณ์ เช่น ปฎิกิริยาสะท้อนกลับ

 

(

Reflex

 

)

จะทำให้พฤติกรรม การตอบสนองต่อมารดาผิดไปจากทารกปกติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัว

 

( Cropley 1979 : 17

)

และจากการศึกษาของ คลอส และ เคนแนล

 

( Klaus and Kennell 1975 : 744 )

พบว่าการ

 

(

Tulman ,1981 อ้างถึงในกอบกุล พันธ์เจริญวรกุล , 2529 :

 

)

สรุปผลการศึกษาของกลอส และ แคนเนลพบว่า ช่วงเวลาสำคัญ ในกระบวนการสร้าง

 

(

Sensitive

 

) ในการที่จะก่อให้เกิดความผูกพัน ( Bonding and attachment)

โดยเชื่อว่าจะมีผลต่อการ

6

ระหว่างมารดาและทารกเกิดได้รวดเร็วและมีการพัฒนาอย่างมากมายหลังทารกเกิด จะเห็นได้ว่า

พยาบาลเป็นผู้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมสัมพันธภาพในทุกช่วงเวลาของพัฒนาการสัมพันธภาพ

โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มคุณภาพของสัมพันธภาพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ส่งเสริมความรู้สึกเป็นสุข และ

ความพึงพอใจ การประเมินสัมพันธภาพของมารดากับทารกจะขึ้นอยู่กับช่วงระยะเวลาที่ใช้ในการ

สังเกต พฤติกรรมของมารดาที่เบี่ยงเบนไปเพียงครั้งเดียว ไม่มีความสำคัญเท่ากับพฤติกรรมที่

เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เช่นในบางโอกาสมารดาจะรู้สึกไม่สบายหรืออาจจะเหนื่อยมากเกินไป จึง

ยอมปล่อยให้ทารกร้องไห้จนหลับไปเองมากกว่าการปลอบโยนเหมือนอย่างที่เคยทำ เป็นต้น

พฤติกรรมของทารกแรกเกิดเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นสำหรับการเลี้ยงดูทารก ซึ่ง

American Academy of Pediatric กล่าวว่าแพทย์และพยาบาลควรมีโอกาสพบหญิงตั้งครรภ์และ

สามีในระยะ

 

3

เดือนก่อนคลอด เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับพฤติกรรมทารกแรกเกิด ควรอธิบายให้

 

( State organization)

เช่น การนอนหลับ การขับถ่าย

 

( ... จันทรนิวัทธ์ เกษมสันต์ 2536 : 7-8 )

ถ้ามารดามีความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรม

7

การส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารก

มารดาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ทารกมีการเจริญเติบโตและพัฒนาอย่าง

สมบูรณ์ในทุกๆด้าน การสร้างความรักใคร่ผูกพันหรือสัมพันธภาพระหว่างมารดากับทารกเป็นสิ่ง

สำคัญมาก เพราะเป็นเบื้องต้นที่ทารกได้เรียนรู้ถึงความรัก ความไว้วางใจในมนุษย์ เริ่มเกิดเจตคติ

ที่ดีต่อสิ่งรอบตัวซึ่งจะมีผลที่ดีต่อไปถึงวัยผู้ใหญ่ สัมพันธภาพระหว่างมารดากับทารกเป็นความ

ผูกพันทางอารมณ์และจิตใจระหว่างบุคคลที่เกิดขึ้นโดยอาศัยเวลาและปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อกัน ถือว่า

เป็นความรู้สึกผูกพันที่ลึกซึ้ง

และแนบแน่นมั่นคงยิ่งกว่าความผูกพันใดๆ ที่เกิดในมนุษย์

 

(Klaus , Kennel,1982)

ปัจจุบันเป็นที่

การส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารกในระยะหลังคลอด

ระยะหลังคลอดเป็นช่วงส่งเสริมความรู้สึกของมารดาได้ดีที่สุด เป็นช่วงเวลาที่มารดาจะมี

อารมณ์

เกี่ยวข้องกับทารก การเกิดของทารกเปรียบเสมือนพลังสำคัญที่ทำให้มารดาแสดงความรู้สึก

ออกมาตามความเป็นจริง สัมพันธภาพระหว่างมารดากับทารกเกิดได้รวดตั้งแต่แรกคลอดและ

สามารถเร่งให้เกิดได้ด้วยการให้ผิวกายมารดาและทารกสัมผัสซึ่งกันและกัน ซึ่งปัจจุบันเชื่อว่าการ

ให้มารดามีปฏิสัมพันธ์กับทารกโดยเร็วหลังคลอด จะช่วยเร่งให้กระบวนการสัมพันธภาพเกิดได้

รวดเร็วขึ้นด้วย ซึ่ง Klaus และ Kennel ได้เน้นถึงความสำคัญของช่วงเวลาสั้นๆ หลังคลอดที่มารดา

มีความไวต่อความรู้สึกเกี่ยวกับบุตรและเป็นช่วงที่ทารกสงบและตื่นตัวเต็มที่

 

(quiet alert)

มีการ

 

(high receptivity)

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่าง

8

มารดากับทารก พบว่าการมีปฏิสัมพันธ์ในช่วงนี้จะส่งผลให้เกิดการสร้างพฤติกรรมความผูกผัน

เพิ่มมากขึ้น วิธีการส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารกดังนี้

การส่งเสริมสัมผัสใกล้ชิดกันในระยะแรกคลอด

(early contact

)

การเปิดโอกาสให้มารดาทารกได้สัมผัสใกล้ชิด และมีปฏิสัมพันธ์ทันทีในชั่วโมงแรกหลัง

คลอดก่อให้เกิดผลดีหลายประการได้แก่ช่วยส่งเสริมให้มารดาได้แสดงถึงความรักต่อทารกเพิ่มขึ้น

มารดามีความผูกพันและเลี้ยงทารกด้วยนมตนเองเป็นเวลานานขึ้น ส่งผลให้ทารกเจริญเติบโต

เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ผลดีทางด้านสรีรวิทยาของการที่ทารดูดนมมารดาจะกระตุ้นให้มีการหลั่ง

ฮอร์โมนออกซิโทซิน

 

(oxytocin)

ซึ่งจะช่วยให้มดลูกหดรัดตัวเข้าสู่ช่องเชิงกรานได้ดี และยัง

 

(prolactin)

ออกมายับยั้งการตกไข่ของมารดา ทำให้

 

(lactation amenorrhea )

การเลี้ยงลูกด้วยนมมารดายังเกิดผลดีทางด้าน

การสัมผัสใกล้ชิดต่อเนื่องจากระยะแรก

(extended contact

)

การเพิ่มโอกาสให้มารดาได้มีปฏิสัมพันธ์ต่อเนื่องขณะอยู่ในโรงพยาบาล ทำให้มารดาได้

สร้างความคุ้นเคยกับทารก ได้สร้างความสัมพันธภาพกับทารก ผลการศึกษาของ Klaus และ

Kennel การเพิ่มเวลาให้มารดาและทารกได้อยู่ใกล้ชิดกัน ช่วยส่งเสริมให้ความผูกพันระหว่าง

มารดาให้เกิดได้เร็วขึ้นและมีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น มารดาที่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับทารกทันทีหลัง

9

คลอดและต่อเนื่องในช่วง

 

3

วันแรกคลอด จะมีพฤติกรรมความผูกพันกับทารกเพิ่มมากขึ้นเป็นระยะ

 

2

ปี การศึกษาของ Kontos พบว่ามารดาที่มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับทารกทันทีหลังคลอด

การมีส่วนร่วมของมารดาในการดูแลบุตรแรกเกิดน้ำหนักน้อย

หมายถึง การที่มารดามีบทบาทร่วมกับทีมการพยาบาล โดยมีกระบวนการพยาบาลที่จัดให้

มารดาได้ดำเนินการให้การดูแลบุตร มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อตอบสนองความพร้อมของพ่อแม่ ทั้งใน

ด้านความรู้ ความเข้าใจ ทักษะและแรงจูงใจในการเลี้ยงดูบุตร โดยเริ่มตั้งแต่วันแรกหลังคลอด โดย

ให้ความรู้เกี่ยวกับสภาวะของบุตร รูปร่างลักษณะของบุตรที่เกิดน้ำหนักน้อย แนวทางการเลี้ยงบุตร

ด้วยนมแม่ สภาพแวดล้อม การปฏิบัติในการเลี้ยงดูบุตร การให้คำปรึกษาช่วยเหลือ แนะนำ

เกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค ในการดูแลบุตร เพื่อให้บิดามารดาเกิดความมั่นใจในการดูแลบุตรได้ และ

สามารถนำไปปฏิบัติในการเลี้ยงดูบุตรที่บ้านได้

บทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมให้มารดามีส่วนร่วมในการดูแลลูกที่เกิดน้ำหนักน้อย

10

ศักยภาพการดูแลตนเองของผู้รับบริการ ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของพยาบาลที่ได้

ดำเนินกิจกรรมการพยาบาลที่ครอบคลุมทั้ง

 

4

มติ โดยที่พยาบาล จะเป็นผู้ให้การช่วยเหลือแก่

1.

 

สามารถค้นหาปัญหา และความต้องการทางการพยาบาล ของผู้รับบริการได้อย่างถูกต้อง

2 .

 

มีความรู้ทางด้านทฤษฎีการพยาบาล และความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ สามารถนำมา

3.

 

มีศิลปะการพยาบาล และมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล เอาใจใส่ต่อผู้รับบริการเข้าใจ

4.

 

ใช้เทคนิคการปฏิบัติการพยาบาลที่ถูกต้อง และอาศัยทักษะอื่นที่จำเป็น เช่น ทักษะในการ

 

(&