การบริหารจัดการเรียนรู้

การบริหารความรู้

( Knowledge Management )

...........................................................................

               

ความหมายการบริหารความรู้

                การบริหารความรู้ เป็นเครื่องมือพัฒนางาน คน องค์กรและสังคม โดยนำความรู้ที่มีอยู่ในองค์กรมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนในยุคการสร้างความรู้

เป้าหมายของการจัดการความรู้

การจัดการความรู้มีเป้าหมาย 3 ประการใหญ่ ๆ ได้แก่

                1. เพื่อพัฒนางาน ให้มีคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ยิ่งขึ้น

                2. เพื่อการพัฒนาคน คือพัฒนาผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งในที่นี้คือข้าราชการทุกระดับ

                3. เพื่อการพัฒนา "ฐานความรู้" ขององค์กรหรือหน่วยงาน เป็นการเพิ่มพูนทุนความรู้หรือทุนปัญญาขององค์กร ซึ่งจะช่วยทำให้องค์กรมีศักยภาพในการฟันฝ่าความยากลำบากหรือความไม่แน่นอนในอนาคตได้ดีขึ้น

กระบวนการจัดการความรู้

1.       กระบวนการแสวงหาความรู้

2.       การสร้างความรู้           (knowledge construction)

3.       การจัดเก็บความรู้         (knowledge storing)

4.       การถ่ายทอดความรู้      (knowledge transfer)

5.       การนำความรู้ไปใช้งาน  (knowledge utilization)

วิธีการดำเนินการบริหารความรู้ ( Knowledge Management )

1.กำหนดวิสัยทัศน์ให้ชัดเจน เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กรที่จะมีการใช้ระบบการบริหารความรู้ ควบคู่กันไปกับการมุ่งมั่นในการดำเนินกิจกรรมคุณค่า ตลอดจนสร้างความเข้าใจในคุณประโยชน์ที่องค์กรและทุก ๆ คนจะได้รับ เพื่อนำมาซึ่งความร่วมแรงร่วมใจกันในลำดับต่อไป

2. กำหนดกลยุทธ์ที่สำคัญขององค์กร คือการกำหนดกลุ่มผู้ดูแลรับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้น เพื่อประสานกิจกรรมทั้งมวลให้สอดคล้องกัน

                2.1 กลยุทธ์ชี้นำ โดยคณะผู้บริหารระดับสูง ต้องให้ความสนใจ สนับสนุนและผลักดันทุกวิถีทาง รวมทั้งเป็นเรื่องที่จะต้องมีการติดตามนำเสนอความคืบหน้ากันในที่ประชุม คณะผู้บริหารระดับสูงอยู่อย่างสม่ำเสมอ

                2.2 กลยุทธ์ปลูกฝัง โดยฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคล จะต้องเข้ามาดูแลรับผิดชอบ ในกิจกรรมสำคัญ ฯ ที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างของความรู้ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างศักยภาพ นอกจากนี้แล้ว ยังต้องรับผิดชอบประหนึ่ง ครูพี่เลี้ยงให้แก่ทุก ๆ ทีมงานในอันที่จะร่วมกันบริหารภูมิปัญญา

                2.3 กลยุทธ์ปฏิรูป โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานพิเศษ หรือคณะอนุกรรมการอำนวยการโดยมีผู้บริหารระดับสูงเป็นประธาน และมีผู้จัดการฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคล เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ นอกจากนี้แล้ว ก็จะมีผู้จัดการหรือหัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันรับผิดชอบดำเนินการในกิจกรรมที่ต้องมีการประสานกิจกรรมซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดกิจกรรมที่ทรงคุณค่าและภายนอกองค์กร

                2.4 กลยุทธ์การปรับตัว เป็นกลยุทธ์ในระดับทีมงาน ที่จะประกอบไปด้วยหัวหน้าทีม และสมาชิกผู้ร่วมทีม ที่จะร่วมกันเรียนรู้และทำงานอย่างเป็นระบบโดยใช้ภูมิปัญญาเดิม ร่วมกับการแสวงหาภูมิปัญญาใหม่ ๆ ผนวกเข้ากับระบบการปฏิบัติงาน ถือเป็นเฟืองจักรสำคัญอันหนึ่งของการบริหารองค์กรเรียนรู้ และการบริหารภูมิปัญญา ที่จะต้องลงลึกถึงรายละเอียดของภูมิปัญญาที่จะใช้กับกิจกรรมที่ทรงคุณค่า อย่างสม่ำเสมอ ทั่วทั้งองค์กร

3. พัฒนารูปธรรมการเรียนรู้ประกอบด้วย ขั้นตอนสำคัญ 3 ประการคือ

                3.1 การมีวิสัยทัศน์องค์กร (Corporate Vision ) ที่ชัดเจน และปฏิบัติได้ภายใต้การร่วมสนับสนุน ของสมาชิกทุกคนในองค์กร ซึ่งเป็นเสมือนหลักชัยที่ทุกคนมุ่งมั่นจะไปให้ถึง

                3.2 การจัดหาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วย เครื่องมือและเครื่องอุปกรณ์ รวมทั้งสถานที่ที่จะเอื้ออำนวยให้กระบวนการเรียนรู้ ของสมาชิกทุกคนในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล

                3.3 มีระบบการบริหารและระบบการทำงานที่ดี ได้มาตรฐานสากล เช่นระบบการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ระบบการบริหารการเงิน และระบบการวางแผนการตลาดเป็นต้น

4. เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้

                เป็นขั้นตอนของการพัฒนาตัวสมาชิก แต่ละบุคคลในองค์กรให้มีศักยภาพที่สูงขึ้น เป็นสินทรัพย์อัจฉริยภาพ ที่หลาย ๆ องค์กรมุ่งหวังว่า จะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ (Key Success Factor) ในยุคของการแข่งขันใหม่ ที่มีปัจเจกบุคคล (Head- to – Head Competition ) เป็นที่ตั้ง

                 

5. การวัดผลการเรียนรู้

                การวัดผลการพัฒนาการเรียนรู้แบ่งออกเป็นระดับต่าง ๆ ดังนี้

                - การวัดผลเป็นรายบุคคล โดยเน้นไปที่ทักษะในการติดต่อสื่อความ เช่นการฉลาดคิด ฉลาดอ่าน ฉลาดเขียน และฟัง รวมทั้งทักษะในการทำงาน และทักษะในการเป็นผู้นำ

                - การวัดผลตามกิจกรรม โดยเน้นที่ความสำเร็จตามเป้าหมายของแต่ละกิจกรรมอาทิ

                -การวัดผลจากตัวระบบ ซึ่งเป็นวัดผลเชิงพัฒนาการของตัวระบบการบริหารต่าง ๆ ที่องค์กรได้นำเข้ามาใช้ปฏิบัติ  

                ในการวัดผลการเรียนรู้นี้จำเป็นต้องทำเป็นระยะ ๆ ให้ต่อเนื่อง เพื่อจะได้ทราบแนวโน้มของพัฒนาการที่ได้เกิดขึ้นไปแล้วและที่กำลังจะเกิดขึ้น ช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนกลวิธี และขั้นตอนการพัฒนาภูมิปัญญา ด้วยกิจกรรมคุณค่าต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

ปัญหาที่สำคัญของการ บริหารความรู้ ( Knowledge Management ) อาทิเช่น

                - การเริ่มต้นกันใหม่ที่จะพัฒนาภูมิปัญญา เนื่องจากขาดข้อมูลที่จะสะท้อนถึงสถานภาพที่เป็นจริง ในปัจจุบันทำให้ไม่มีโอกาสได้ทราบว่า ภูมิปัญญาใหม่ ๆ ที่เหมาะสม ตลอดจนแหล่งของวิทยาการและภูมิปัญญาทั้งปวง

                - การจัดเก็บภูมิปัญญา อย่างเป็นระบบและครบถ้วนสมบูรณ์ อีกทั้งยังควรจะต้องทำให้ง่ายและสะดวกต่อการนำกลับมาใช้ในเวลาที่ต้องการ

                - การเชื่อมต่อและการกระจายภูมิปัญญา ทั่วทั้งองค์กร ให้เกิดประโยชน์ต่อการทำงานประจำวันได้อย่างแท้จริง

                - การให้ความร่วมมือ สนับสนุน จากสมาชิกทุกคนในองค์กร ซึ่งควรเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยจะมีผลในเชิงบูรณาการต่อตัวบุคคลและองค์กร

คำนิยาม

1. ข้อมูล คือ ชุดของข้อเท็จจริงเชิงวัตถุสามารถมองเห็นได้ เมื่อใช้กับบริบทของบริษัท คำว่าข้อมูล หมายถึงบันทึกกิจกรรมทางธุรกรรมของบริษัทนั้น เวลาลูกค้าสักคนหนึ่งขับรถแวะเข้าปั๊มน้ำมันเพื่อเติมน้ำมันกิจกรรมที่เกิดขึ้นสามารถอธิบายเป็นข้อมูลได้ นั่นคือ มันจะบอกเราได้ว่าลูกค้ารายนั้นเข้ามาซื้อนำมันเมื่อไหร่

2. สารสนเทศ คือ สาส์น ชนิดหนึ่ง เป็นสาส์นในรูปของเอกสารหรือสื่อด้านโสตทัศน์ และวิดีทัศน์ขึ้นชื่อว่าสาส์นก็ต้องมีทั้งผู้รับกับผู้ส่งเป็นของคู่กัน สารสนเทศมีเป้าหมายในการเปลี่ยนพฤติกรรมการรับรู้บางสิ่งบางอย่างของผู้รับ หมายความว่ามันมีผลต่อการตัดสินใจของผู้รับ เพราะความหมายของสารสนเทศก็คือมันต้องบอกให้รู้ อันที่จริงมันก็คือข้อมูลที่มีความสำคัญนั่นเอง  เราสามารถเปลี่ยนข้อมูลเป็นสารสนเทศได้ด้วยการเติมคุณค่า

3. ความรู้ คือ กรอบของการประสมประสานระหว่างประสบการณ์ ค่านิยม ความรอบรู้ในบริบท และความรู้แจ้งอย่างช่ำชอง เป็นการประสมประสานที่ให้กรอบสำหรับการประเมินค่า และการนำเอาประสบการณ์กับสารสนเทศใหม่ ๆ มาผสมรวมเข้าด้วยกัน

ความรู้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

                1. ความรู้ที่เรียกว่า Explicit Knowledge ที่เป็นความรู้ที่สามารถเขียนหรืออธิบายออกมาเป็นตัวอักษร ฟังก์ชั่นหรือสมการได้ (อยู่ในตำรา เอกสาร วารสาร คู่มือ คำอธิบาย วีซีดี คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ฐานข้อมูล)

                2. ความรู้ที่เรียกว่า Tacit Knowledge เป็นความรู้ที่ไม่สามารถเขียนหรืออธิบายได้ การถ่ายโอนความรู้ประเภทนี้ทำได้ยาก จำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้จากการกระทำ ฝึกฝน (อยู่ในสมองคน เชื่อมโยงกับประสบการณ์ ความเชื่อ ค่านิยม ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ทั้งหมด)

                * Socialization เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความรู้ที่ในรูปแบบที่เรียกว่า tacit knowledge เช่น ทักษะ แนวคิด เพื่อให้เกิดกระบวนการคิดและทักษะใหม่ ๆ ขึ้น

                * Externalization เป็นกระบวนการเปลี่ยนความรู้ในรูปแบบของ tacit knowledge ให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถถ่ายทอดให้เข้าใจได้ง่าย รวมทั้งสามารถเก็บเป็นความรู้ขององค์กรได้เช่นเปลี่ยนความรู้หรือทักษะให้อยู่ในรูปแบบของรูปภาพ แผนผัง ฟังก์ชั่น หรือสมการ เป็นต้น

                * Combination เป็นกระบวนการรวมความรู้ในแขนงต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อก่อให้เกิดการสร้างความรู้ใหม่

                * Internalization เป็นกระบวนการเรียนรู้จากการกระทำซึ่งเป็นการเปลี่ยนความรู้ให้อยู่ในรูปของเอกสาร ให้อยู่ในรูปของทักษะหรือความสามารถของบุคคลหรือองค์กร

 

 

................................................................