สังคมเมืองกำลังมีปัญหาเรื่องเด็กอ้วน แต่ในอีกซอกมุมหนึ่งของเมืองกลับกัน ก็กำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง เด็กเล็กๆ บางคนขาดสารอาหาร เป็นโรคโลหิตจาง

ความพอเพียงกับสังคมที่ไม่เพียงพอในปัจจุบัน (1)

สวัสดีครับเพื่อนๆพี่ๆ ในโลก gotoknow ใบนี้ ผมหายไปจากการจดบันทึกไปนานมาก เพราะต้องการจะตกผลึกความคิดบางอย่างก่อนที่จะนำมาจดเอาไว้ในบันทึกนี้เพื่อให้ทุกๆคนได้ร่วมแบ่งปันและแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนด้วย ไม่กี่วันก่อนให้คำปรึกษาลูกชาย(ตอนนี้อยู่ ป5)เรื่องทำรายงานวิชาวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ GMO การเพิ่มผลผลิต และการตัดแต่งเนื้อเยื่อ ทำให้ผมเกิดความรู้สึกอยากเขียนบันทึกเกี่ยวกับความพอเพียงขึ้นมา

จากการที่ได้อ่านหนังสือและข้อมูลต่างๆทั้งใน www. ต่างๆ รวมถึง gotoknow ด้วย และยังรวมไปถึงการได้รับฟังข้อมูลจากทางสื่อต่างๆ บวกกับสิ่งต่างๆที่เราเรียนรู้มาจากประสบการณ์ของตัวเองผมว่าสังคมเราเวลานี้มันบิดเบี้ยวเข้าไปทุกที มันไม่มีความเพียงพอเลยหรือ ความห่างกันระหว่างชนชั้น (ทั้งๆที่ทุกคนบอกว่าไม่มีแล้วการแบ่งชั้นวรรณะ) ก็ห่างกันมากขึ้นทุกที ตรงนี้พิสูจน์ได้ชัดเจนจากงานวิจัยเรื่องเด็กอ้วน สังคมเมืองกำลังมีปัญหาเรื่องเด็กอ้วน แต่ในอีกซอกมุมหนึ่งของเมืองกลับกัน ก็กำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง เด็กเล็กๆ บางคนขาดสารอาหาร เป็นโรคโลหิตจาง

เรามีปัญหาเรื่องที่จอดรถ การจราจรติดขัด แต่กับบางคน พวกเค้ากำลังเดือดร้อนอย่างหนักเรื่องค่ารถโดยสารสาธารณะขึ้นราคา  บางคนไม่มีเสื้อผ้าใส่  แต่บางคนก็ตัดสินใจไม่ถูกไม่รู้จะใส่ชุดไหนไปโชว์ในงานเลี้ยงดี บางคนไม่มีที่จะอยู่หรือค้างค่าเช่าจนเจ้าของบ้านจะไล่ออกอยู่แล้ว ในขณะที่บางคนก็ต้องไปพักผ่อนตากอากาศที่บ้านพักตากอากาศตามเมืองต่างๆ หรือแม้แต่ในต่างประเทศ

และยังมีอีกสารพัดตัวอย่างที่ตอกย้ำถึงความห่างกันระหว่างสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ

เวลานี้พ่อค้า นักธุรกิจ นักวิชาการ นักเก็งกำไร  พูดถึงแต่ผลประกอบการของบริษัทว่าต้องเท่านั้นเท่านี้ ในปีนั้นปีนี้ ถ้าบริษัทเราหรือประเทศเราเศรษฐกิจไม่ขยายไม่เติบโตจะเกิดนั้นเกิดนี้ ตามมา นักลงทุนจะไม่เข้ามาลงทุน บริษัทจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด และอีกมากมาย จนผมกำลังมองว่า สิ่งเหล่านี้เรารับมาจากทฤษฏีทุนนิยมตะวันตกทั้งสิ้น เราไม่รู้จักการแบ่งปันกันแล้วเหรอ เรายังไม่เข้าใจปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง กันเลย ทำไว้กินไว้ใช้เหลือแล้วค่อยนำไปขายหรือแบ่งปันกัน นี้คือความพอเพียง เวลานี้เราทุกคนใช้ทุกอย่างอย่างไม่พอเพียง ไม่รู้จักเพียงพอ พวกเราถึงต้องมานั่งวุ่นวายเดือดร้อนเรื่องโลกร้อนเอย วิกฤตพลังงานเอย ค่าน้ำมันแพงเอย วิกฤตอาหารของโลกเอย แขกอาหรับจะเข้ามาลงทุนทำนา โดยจ้างชาวนาไทยทำนา เอย ทุกอย่างเกิดจากเราทำตัวเองทั้งนั้น

ผมเคยอ่านเจอในหนังสือฉบับหนึ่ง มีคนให้ความเห็นว่า ให้ทุกคนลองสำรวจตู้เสื้อผ้าของตัวเองดูว่ามีเสื้อผ้ากี่ชุดที่คุณใส่แค่1-3ครั้งให้เอาออกมา ใส่ 4-10 ครั้งให้เอาออกมา แล้วเพิ่มจำนวนครั้งไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายคุณจะเห็นว่าตู้เสื้อผ้าของคุณจะโล่งไปมากเลย เมื่อเหลือแต่ชุดที่คุณใส่เป็นประจำๆ เท่านั้น นี้ก็อีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้ธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย ถ้าผลิตออกมาเพียงเท่าที่จำเป็น ก็ใช้วัตถุดิบน้อยลง แค่ระบบธรรมชาติปกติก็พอแล้ว ไม่ต้องไปพึ่งฝ้าย GMO ให้ปวดหัว ซึ่งก็มีงานวิจัยออกมารองรับแล้วว่า แมลงสามารถปรับตัวรับมือกับฝ้ายชนิดนี้ได้แล้ว และพวกเราก็จะใช้พลังงานน้อยลง วิกฤตพลังงานก็จะเกิดช้าลง

ถ้าเราลองนึกย้อนกลับไปซักแค่ 30-40 ปี ณ.เวลานั้นถ้าใครบอกว่าต้องผลิตน้ำเปล่าที่ใช้ดื่มออกมาขาย ผมว่าทุกคนต้องบอกว่าคนนั้นบ้าแน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ก็คือ เกือบทุกคนซื้อน้ำเปล่ามาดื่มกิน แถมยังแข่งกันในเรื่องยี่ห้อและแพ็คกิ้งอีกต่างหาก ทั้งๆที่ต้มน้ำที่บ้านแล้วกรอกใส่ขวดเอาไว้ก็ดื่มกินได้เหมือนกัน นี้ก็น่าจะเป็นอีกตัวอย่างของความไม่เพียงพอ

เมื่อเพื่อนๆอ่านถึงตรงนี้ทุกคนอาจจะตั้งคำถามว่า แล้วผมทำอะไรบ้างแล้วยัง ผมก็จะขอตอบว่า ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ทำทุกอย่างเหมือนที่ทุกๆคนทำกัน เพียงแต่ ณ.เวลานี้ผมกำลังคิดว่าผมคงต้องเริ่มทำอย่างที่ผมคิดและเขียนในบันทึกฉบับนี้แล้ว เริ่มช้าแต่ก็ดีกว่าไม่เริ่มเลย เหมือนกับการเขียนบันทึกในฉบับแรกของ และชื่อของ Blog ของผม ชื่อว่า จุดเริ่มต้น

ถึงตอนนี้ผมอยากให้ลูกของผมทั้งสองคนเป็นคุณครูในระดับประถมครับ เพื่อที่พวกเค้าจะได้สอนนักเรียนตัวเล็กๆ ให้รู้จักคิดและทำแต่สิ่งดีๆ ให้รู้จักการให้และการแบ่งปันความสุขครับ

ผมคงมาต่อภาค 2 และภาคต่อๆไป ในวันหน้า เพราะรู้สึกว่าตัวเองเขียนแล้วมันเครียดๆ กลัวว่าคนอ่านจะเครียดไปด้วย ฉบับหน้าตั้งใจจะเขียนให้สนุกกว่านี้ครับ