พื้นฐานชีวิตและสังคม เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนกระบวนการคิด

ก่อนที่จะมาเรียนรู้การขับเคลื่อนกระบวนการคิดสู่ห้องเรียน..เรามาทำความเข้าใจกับครูทั้งหลาย เพื่อเปลี่ยนหลักคิด วิธีคิด และวิธีที่ครูสอน เสียก่อนดีไหม ที่ผ่านมาเราสอนเด็กในลักษณะการครอบงำ เปรียบเสมือน "การครอบกะลา"ครูจึงมีอิทธิพลต่อเด็กสูง จนเกิดคำว่า ครูคือปูชนียบุคคล ครูคือแม่พิมพ์ของชาติ หรือเบ้าหลอมของเด็ก เรายึดปรัชญาความเชื่อนี้มาตลอดในวงการศึกษาไทย ทำให้การเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นในลักษณะคับแคบทางความคิด คือเรียนรู้จากครู จำจากครู ทำตามที่ครูสอน ครูบอก ครูคือแบบอย่างที่ดีที่สุด ครูเป็นคนเก่งที่สุด พ่อแม่คนที่สองของเด็กก็คือครู เด็กเชื่อครูมากกว่าเชื่อพ่อแม่ การสอนของครูก็เน้นการอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น และการปลูกฝังให้เป็นคนดี ผลผลิตของเรา จึงได้เด็ก เก่งภาษา เก่งเลข และเป็นคนดีโดยการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ หรือครู  แต่...ไม่เก่งในการใช้ความคิด ไม่เก่งในการสร้างความดี เพราะได้สรุปมาจากความคิดแล้วว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นดี 

ในขณะเดียวกัน ต่างชาติใช้หลักปรัชญา การศึกษาเพื่อชีวิต การเรียนรู้จากห้องเรียนเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เปรียบเสมือน "การหงายกะลา" ครูเป็นผู้จัดการความรู้มากกว่าสอนความรู้ วิธีสอนเน้นและส่งเสริมกระบวนการคิดอย่างหลากหลายทั้งเน้นทักษะการคิดพื้นฐาน และทักษะการคิดระดับสูง เด็กมีโอกาสฝึกคิดทั้งอิสระและเป็นแบบแผน แล้วสรุปจากความคิดมาเป็นองค์ความรู้ ความคิดของเด็กจึงก้าวไกลอย่างเป็นขั้นเป็นตอน นักการศึกษาของเขาจึงได้คิดค้นกระบวนการ ทฤษฏีที่สอดรับกับหลักการสอนของพวกเขา จึงเกิด "กระบวนการทักษะชีวิต" "กระบวนการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง" "การเรียนรู้แบบกรณีศึกษา" และอื่นๆอีกมากมาย ส่งผลให้เด็กเหล่านั้นได้รับการพัฒนาเสริมส่งอย่างต่อเนื่อง ผลผลิตที่ออกมาเด็กของเขาจึงมีความเชื่อมั่นสูง มีความกล้า กล้าคิดกล้าทำ กล้าตัดสินใจ ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ นิสัยและพฤติกรรมเหล่านี้เกิดจากการพัฒนาจากฐานความคิดของเด็กทั้งสิ้น  มิใช่ฐานความจำ

ผมไม่ได้อวดอ้าง ยกย่องเด็กต่างชาติว่าเขามีคุณภาพกว่าเด็กไทย (แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นนั้น) หากแต่ต้องการเปรียบเทียบให้เห็น วิธีการสอนของเขา ซึ่งในแต่ละวิธีนั้นยังมีเทคนิคอีกมากมายที่ยังไม่ได้กล่าวถึง สรุปก็คือว่า เขาสอนเด็กโดยยึดที่ตัวเด็ก และเน้นกระบวนการคิดเป็นหลัก แต่...เราสอนเด็กโดยยึดที่ตัวครู และเน้นกระบวนการจำเป็นหลัก แถมยังมีสภาพทางสังคม (วิถีชีวิต การเลี้ยงดู วัฒนธรรมความเชื่อ) ที่คอยเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น

เห็นไหมครับคุณครู แค่เริ่มต้นในความเป็นพื้นฐานของสังคม วิธีคิด และหลักการสอนของครูเท่านั้นก็เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เราต้องเชื่อว่าแม้จะปฏิรูปการศึกษามาหลายปี แต่...หลักการสอน กระบวนการสอน วิธีการสอน เทคนิคการสอนของครูส่วนใหญ่ ยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนตามครรลองที่ควรจะเป็น และสอดรับตามวิถีชีวิตของคนไทย เราจำฝังใจอยู่อย่างเดียวว่า จัดการเรียนรู้โดย "เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ" หรือ Child Center นั่นคือหน้าที่ของครูยุคปฏิรูปฯ  แท้จริงเรานำเอาหลักคิดของเขามาใช้  แต่..เราเอามาใช้ไม่หมด ใช้อย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง หรือถ้าจะพูดพล่อยๆหน่อยก็คือ ใช้ไม่เป็น ใช้ไม่ถูก เนื่องจากครูบางส่วนสละคราบความนึกคิดคำว่า "ครอบงำ"ยังไม่ออก ครูไทยก็คือครูไทยวันยังคำ จะเป็นอื่นไปไม่ได้ เพราะวิถีชีวิตและสังคมของของครู ของเด็ก มันก็เหมือนกันคือ ถูกครอบงำมาโดยวิถีไทยทั้งสิ้น

ถึงเวลาที่ครูจะสลัดความเป็นคราบเก่าออกไปให้หมดหรือยัง    เรามาเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่เปลี่ยนวิธีคิด วิธีพูด วิธีทำ หันมาจัดการความรู้ให้เด็กที่เน้นกระบวนการคิด ไม่ใช่สอนหนังสือ สอนความรู้  โดยยึดเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง ในการคิดพื้นฐาน ม้งก็คิดอย่างม้ง กะเหรี่ยงก็คิดอย่างกะเหรี่ยง ลีซอก็คิดอย่างลีซอ หากแต่การคิดในระดับสูง นำเอาองค์ความคิดที่เป็นสากลมาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเด็กของเรา ดีไหมครับคุณครู อาจารย์เก