ไม่อยากเกินไป ไม่ทุกข์ ไม่เครียด

 

ของขวัญปีใหม่ 2551ที่ดีที่สุดในโลก      

 

ในฐานะนักเขียนคนหนึ่ง

ผมขอส่งความสุขด้วยความตั้งใจเขียนบทความ

ให้คุณๆ อ่านแล้วระลึกถึงความสุขที่แปลกใหม่                 

สมกับความสดใหม่ของวันสมมุติตามเทศกาลนะครับ

ตามความเห็นของผม

ของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดในโลกของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน

ทว่าก็น่าจะมีความเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง

คือของชิ้นนั้นทำให้ผู้รับมีความสุขสูงสุด หรืออย่างน้อย                         

ก็เหนือกว่าความสุขจากการได้รับของขวัญชิ้นอื่นๆทั้งหมดซึ่งเคยได้รับมาแล้วทั้งชีวิต

ผู้หญิงบางคนได้แหวนเพชร

พร้อมคำสัญญาจากชายคนรักที่ตนมาดหมายว่าจะแต่งงานครองคู่กัน

นาทีที่ได้รับแหวนเพชรจะเป็นนาทีแห่งการจดจำ

และแหวนเพชรนั้นก็จะมีค่าเหนือแหวนวงอื่นใดทั้งหมด

แม้ชายคนเดิมจะซื้อแหวนราคาสูงลิบลิ่วกี่สิบเท่าให้อีกในหลายปีต่อมา

แหวนวงใหม่ก็จะไม่มีค่าทางใจได้เท่าเลย

เพราะไม่อาจส่งสัญญาณน่าดีใจถึงขีดสุดเช่นวาระหนึ่งเดียวนั้นได้อีกแล้ว

พนักงานบางคนได้รับโบนัสจากองค์กรที่ตนอาบเหงื่อต่างน้ำให้มานาน

เป็นโบนัสที่มากพอจะปลดหนี้ปลดสิน

แถมเอาไปลงทุนสร้างหลักสร้างฐานให้เกิดความอุ่นใจในชีวิตได้

โบนัสก้อนนั้นก็จะไม่ถูกลืมไปทั้งชาติ

กล่าวได้เต็มปากว่าจะเป็นโบนัสที่ทำความปลาบปลื้มให้ได้

เหนือโบนัสก่อนหน้าและตามหลังมาแบบทิ้งขาด

 

 

คนจนบางคนได้รับโบนัสจากวิบากกรรม

ถูกหวยรวยล็อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ได้สะดุ้งตาตื่น

ฉีกยิ้มถึงใบหูไปเป็นปีกับเงินหลายสิบล้าน

แม้ว่าต่อมาไม่อาจรักษาลาภลอยเอาไว้ได้

ชั่วชีวิตที่เหลือก็ย่อมพร่ำพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก

เล่าถึงของขวัญที่ดีที่สุดในชาตินี้ของตนอย่างไม่เหน็ดหน่าย

มาส่องกันชิดๆให้เห็นกันชัดๆ

แหวนเพชรเองไม่ใช่สิ่งล้ำค่าสูงสุด

เงินโบนัสจากองค์กรมากแค่ไหนก็ยังมีเงินก้อนโตกว่านั้นรออยู่ในวาระใดวาระหนึ่ง

และการถูกหวยรวยด้วยลาภลอยก็ใช่จะวิเศษกว่าลาภลอยก้อนอื่นได้สักกี่น้ำ

ฉะนั้นการที่วัตถุชิ้นหนึ่งๆจะเป็นของขวัญที่ดีที่สุดในโลกได้

จะต้องผูกโยงกับจิตใจคือมีค่า มีความหมายทางใจ ชวนให้ปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น

หรือทำให้รู้จักยอดแห่งความสุขฝังแน่นไม่รู้ลืม

พูดให้ง่ายถ้าตีค่าของขวัญด้วยระดับความสุขก็แปลว่า

สิ่งใดทำความสุขให้ได้อย่างพิเศษสิ่งนั้นควรค่าแก่การเรียกว่า ของขวัญ

แต่สิ่งใดไม่ทำให้เกิดสุขใจเราก็เห็นของนั้นเป็นวัตถุธรรมดาชิ้นหนึ่ง

ข้ามเดือนนิดเดียวอาจลืมแล้วด้วยซ้ำว่ามันมาตั้งอยู่ในบ้านคุณได้อย่างไร

ใครเป็นคนซื้อหาหรือให้มาเมื่อครั้งเทศกาลไหน

สรุปแล้วในเทศกาลดีๆอย่างปีใหม่

คนเราต้องการความสุขและความสุขก็มักมาในรูปของการคาดหวังว่าจะได้ของขวัญแจ่มๆสักชิ้น

ทีนี้น่าคิดนะครับว่าของขวัญปีใหม่ทั้งหมดรวมกันทำให้คุณเป็นสุขได้แค่ไหน

คุณเคยตั้งคำถามไหมว่าปีใหม่นี้กับปีใหม่ก่อนงวดไหนมีความสุขกว่ากัน?

คุณเคยตั้งเป้าไหมว่าปีต่อไปจะเริ่มเอาใจใส่กับความสุขของตัวเองเสียที?

คุณเคยวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนไหมว่าทำอย่างไรจะบรรลุเป้าหมายคือมีความสุขขึ้นกว่าเดิม?

ถ้าไม่เคยคิดก็แปลว่าคุณไม่เคยให้ของขวัญปีใหม่กับตัวเองมาก่อน

จะรอจากคนอื่นท่าเดียวซึ่งก็เป็นธรรมเนียมของมนุษย์มนาสามัญกันอย่างนั้นแหละ

ไม่ผิดแปลกหรือสมควรตำหนิติเตียนตนเองเลย

ถึงแม้ถ้าคุณตอบว่า เคยคิด

แต่เป็นการเคยคิดแบบผิวๆเผินๆ เช่นคิดวางแผนกับเพื่อนฝูงว่าปีใหม่จะทำอะไร

ไปตักตวงความสุขกันย่านไหน จะได้ให้รางวัลกับชีวิตผิดจากปีที่แล้ว

อันนั้นผมก็ไม่อยากนับเป็น ของขวัญปีใหม่สำหรับตัวคุณเองจริงๆจังๆนักหรอก

ในเมื่อคุณยังสามารถห้อไปมีวันชื่นคืนสุขทำนองเดียวกันนั้นเมื่อไหร่ก็ได้

ไม่เห็นจำเป็นต้องรอปีใหม่ และถ้ามันไม่ใหม่จริง ไม่ได้พิเศษวิเศษวิโสจริง

คุณจะเรียกมันเต็มปากเต็มคำว่าเป็นของขวัญปีใหม่ให้ตัวเองไปทำไม

ตีค่าเป็นของขวัญวันหยุดหรือของขวัญชั่วโมงว่างก็ได้

ยิ่งถ้าคุณตอบตัวเองว่าปีใหม่จะทำใจให้สดใสซาบซ่า

ลืมทุกข์ลืมโศก ลืมโรคเครียดที่หมักดองมาทั้งปีสักสองวัน

อันนั้นก็ยังน่าหดหู่อยู่ดีครับ มันเรื่องอะไรที่เราต้องรอฤกษ์เสวยสุขปีละหน?

มันเรื่องอะไรที่เรามาหลอกตัวเองว่าวันดีปีใหม่ทำใจให้สดใสสักสองวัน?

มันเรื่องอะไรจะต้องรอชาวบ้านประดับประดาร้านรวงด้วยป้าย  Happy New Year

ถึงค่อยมีอารมณ์ร่วมไปกับเขา?

ทำไมเราถึงให้ความสุขกับตัวเองไปเรื่อยๆไม่ได้?

คำตอบสำหรับชาวอมทุกข์และนักยอมแพ้ชีวิต

มักเป็นอะไรที่สำเร็จรูปทำนองว่าเพราะไม่มีใครเลือกชีวิตใหม่ได้ตามใจชอบ

จริงครับชีวิตใหม่เลือกไม่ได้ง่ายๆ

ชีวิตใหม่ไม่ได้มีในปีใหม่สมดังคำอวยพรที่มนุษย์ชอบแกล้งปลอบกันเองชั่วครู่

มนุษย์โลกหรือมนุษย์ต่างดาวที่ไหนจะมีชีวิตใหม่กันได้ทุกปีเล่า

ชีวิตจริงไม่ใช่ความฝันตื่นขึ้นมาเรื่องร้ายจะได้หายไปหมด

หากยังคงอยากฝืนมองชีวิตเหมือนฝันไป

อย่างน้อยก็ต้องยอมรับนะครับว่า

ฝันของพวกเรามีเหตุผล มีต้นปลายและมีความคงเส้นคงวาไม่กลับไปกลับมาง่ายนัก

คนเคยติดคุก ๒๐ปีย่อมรู้ดีว่าตื่นมากี่ครั้งก็เจอลูกกรงทุกครั้ง

ฉันใดก็ฉันนั้น คนอยู่นอกคุก ๑๐๐ปีย่อมรู้ดีว่า

ตื่นมากี่ครั้งก็ต้องเผชิญกับสิ่งที่ตัวเองสร้างทำไว้

ฝากคำพูดทิ้งไว้ ตลอดจนคิดอ่านค้างในหัวไว้

ไม่ใช่เรื่องที่จะหลบลี้หนีหน้าหรือเลิกรากันง่ายๆ

แล้วแก้วสารพัดนึกดวงไหนที่จะบันดาลสุขอย่างยั่งยืนให้เราได้?

มีอยู่ครับ มีอยู่จริงๆ ตอบกันได้ง่ายๆไม่ต้องอมพะนำนาน

สิ่งเดียวที่ทำให้คุณเป็นสุขได้ยั่งยืนคือ ใจใหม่ที่ไม่อยากเกินจริงครับ

ไม่เกินจริงเป็นอย่างไร?

ก็คือไม่เกินจากขอบเขตความเป็นจริง

เรารู้จักชีวิตของตัวเองได้จริงแค่ไหน

ก็จำกัดความอยากไม่ให้กระฉอกหกตกเกินออกมาแค่นั้น

 

ไม่อยากเป็นหัวหน้าทั้งที่ความสามารถยังควรเป็นลูกน้อง

ไม่อยากได้แฟนสมบูรณ์แบบทั้งที่ตัวเองยังไม่สมบูรณ์แบบ

ไม่อยากซื้อของแพงทั้งที่ค่าแรงยังไม่แพงเท่าใดนัก

เมื่อจำกัดวงความอยากได้ตามจริง

ทุกข์ที่เกินจริงก็ไม่ปรากฏ และยิ่งดีไปกว่านั้น

หากคุณรู้สึกถึงสัจธรรมอันประณีต

ความอยากเกินจริงก็จะยิ่งถูกตีวงจำกัดแคบเข้ามาเรื่อยๆกระทั่งไม่หลงเหลือความอยากที่เกินจริงใดๆเลยตรงจุดนั้นคุณจะพบว่าตัวเองไม่มีความจำเป็นต้องทุกข์ทางใจด้วยเรื่องไหนๆเลย

เมื่อเห็นตามจริงได้ว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง

คุณจะไม่ทุกข์เพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งแปรปรวนไป

เมื่อเห็นตามจริงได้ว่าทุกสิ่งไม่อาจควบคุมบัญชา

คุณจะไม่ทุกข์เพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ตามใจคุณ

แต่ตามใจเฉพาะเหตุปัจจัยที่บีบคั้นให้มันเกิด

ในทางปฏิบัติเพื่อมีใจใหม่ที่ไม่อยาก

ก้าวแรกคือเริ่มจากการสร้างความสามารถในการยอมรับความจริงที่เล็กน้อยก่อน

แล้วค่อยฝึกเขยิบไปยอมรับความจริงที่ละเอียดอ่อนยิ่งๆขึ้น

ถ้าหาไม่เจอว่าความจริงไหนที่ เล็กน้อย

ก็ลองดูว่าตัวเองหงุดหงิดรำคาญกับเรื่องใดโดย ไม่จำเป็น

พอเจอเรื่องนั้นก็เอาเรื่องนั้นเป็นบทฝึกบทแรก

เมื่อใดเป็นทุกข์ขึ้นมาขอให้ระลึกว่าคุณอยากหนี ทั้งที่หนีไม่ได้ ไม่อยากยอมรับ

ทั้งที่จำเป็นต้องยอมรับคิดๆแค่นี้หลายครั้งเข้า

 คุณก็จะเกิดอาการคลิก แล้วยอมรับว่ามีเหตุมีปัจจัยบีบให้เรื่องนั้นต้องเกิดอยู่

คุณทุกข์หรือไม่ทุกข์มันก็ต้องเกิด

เมื่อนั้นใจจะ เลิกอยากหนีทุกข์โดยขาดความสามารถที่สมเหตุสมผล