สถานการณ์ข้าวตอนนี้ Hot มากๆ จากข้อมูลภายนอกประเทศคือปริมาณข้าวสำรองของโลกลดลงมากจนเกิดกระแสความกลัวว่าประชากรโลกจะอดหยาก ประเทศไทยเป็นครัวโลกเลยต้องมีแผนงานโครงการรองรับไว้.. ขณะเดียวกันสถานการณ์ในประเทศก็เงินเฟ้อ   ต้นทุนการผลิตสูงมากโดยเฉพาะราคาของปุ๋ยเคมี  จนกระทั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องหามาตรการช่วยเหลือเป็นการด่วน

      ทางเลือกหนึ่งของการลดต้นทุนปุ๋ยเคมีในการผลิตข้าว คือ การใช้ประโยชน์จากฟางข้าว โดยการไถกลบตอซัง.. มีข้อมูลจากดร.ประทีป  วีรพัฒนนิรันดร ที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ท่านเสนอไว้ดังนี้

  นาข้าวที่ได้รับผลผลิตข้าวเปลือก 1,000 กิโลกรัม จะมีปริมาณฟางข้าว น้ำหนัก 1,300 กิโลกรัม

   ฟางข้าวน้ำหนัก 1,300 กิโลกรัม เมื่อไถกลบลงไปในดิน จะย่อยสลายให้ธาตุอาหารแก่ดิน ดังนี้

      N (ธาตุไนโตรเจน)        8      กิโลกรัม

      P (ฟอสฟอรัส)             1.3   กิโลกรัม

      K (โปตัสเซียม)            19.5  กิโลกรัม

      ซิลิกา                         130   กิโลกรัม

      เมื่อตีมูลค่าของธาตุอาหารที่ฟางข้าวให้แก่ดิน ทั้ง 4 ชนิดประมาณ 1,000 บาท เชียวนะ

      ดังนั้นกิจกรรมไถกลบตอซัง  เมื่อเราลงทุนจ้างเหมารถไถในราคา ไร่ละ 400 บาท (ถ้าสามารถทำนาได้ฟางข้าว 1.3 ตัน/ไร่แล้วไถกลบ) เท่ากับได้กำไร  600 บาท

      นอกจากธาตุอาหารที่กลับคืนสู่ดินแล้ว ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ ฟางข้าวจะช่วยปรับโครงสร้างดิน ช่วยให้ดินร่วนซุยด้วย มีปริมาณออกซิเจนเพิ่มขึ้น รากหายใจได้ดี ต้นพืชก็แข็งแรง..

      จากข้อดีของการไถกลบตอซัง   จึงเกิดคำถามแล้วกิจกรรมการอัดฟางข้าวเพื่อเป็นอาหารโค  กิจกรรมใดจะดีกว่ากัน...  

      ลองวิเคราะห์ตัวเลขตอบแทนทางเศรษฐกิจ

      ฟางข้าง 1300 กิโลกรัม  อัดเป็นฟางก้อนจำหน่าย น้ำหนักก้อนละ 20 กิโลกรัม ได้ทั้งหมด 65 ก้อน จำหน่ายได้ราคา ก้อนละ 15 บาท  จะมีรายได้ประมาณ 975 บาท

     เป็นไงคะ..แม้ตัวเลขรายได้จะใกล้เคียงกัน  แต่ผลพลอยได้เรื่องโครงสร้างดินที่ดีขึ้น จะเป็นผลดีในระยะยาวกว่า.. นำไปเล่าต่อให้เกษตรกรฟังนะคะ