ถ้าใครพูดภาษาเดียวกัน แต่ไม่พยายามเข้าใจกัน ก็หาประโยชน์ ความสุขไม่ได้

 

     ผู้เขียนคิดว่าตนเองแข็งแรงพอสมควร เพราะการเดินทางสู่นครกุสินารา ดินแดนพุทธปรินิพพาน

ใช้เวลาทั้งสิ้น 10 ชั่วโมง เดินทาง แบบไม่ต้องหยุดพัก ผู้เขียนเดินทางพร้อมพระราชรัตนรังษี และ

นายอาราม คนขับรถ เส้นทางที่ลาดยาง แต่ชำรุดมากแล้ว ผ่านเมืองปัตนะ ผ่านแม่น้ำคงคา ที่กว้างใหญ่ไพศาล มีนาข้าวสาลี ตลอดสองฝั่งทาง

 

 ขณะนั่งรถมา ถึงรถจะดีมากๆ แต่กับเส้นทางมหาโหด ก็อยากจะบอกว่า เหมือนไส้พุง ไปแขวนอยู่กับซี่โครง การขับรถที่ต้องใช้สติอย่างยอดเยี่ยม เขาจะบีบแตรกันทุกครั้ง ที่พบเห็นสิ่งแปลกปลอม ที่อยู่ในวิถีสายตาของเขา เช่นคนเดินข้างถนน ก็บีบแตร แต่คนเหล่านั้น ก็ไม่ได้ตกใจ หรือหลบหลีกแต่อย่างใด สุดท้ายคนขับรถ ก็หลบคนเสียเอง ยิ่งการขับรถ ยิ่งน่าอัศจรรย์ ต่างก็กินเลน ของกันและกัน คำนวณดูแล้ว เมื่อรถจะถึงจุดที่ต้องสวนกัน มันน่าจะเฉี่ยว กันสักพรืด เพราะไม่เห็นมีใครจะชะลอความเร็ว แต่เมื่อถึงจุดผ่านกัน ต่างก็เบรค และหักหลบกันนิดเดียว นิดเดียวจริงๆ ประมาณหนึ่งศอก ครั้งแรกผู้เขียนก็ระทึกอยู่หลายครั้ง ต่อๆมา ก็เริ่มชิน ทำใจได้ว่า  เอ้า อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิดเถอะ  จึงสบายใจ

  เวลาที่ล่วงไปๆ เมื่อชินสภาพ กับการเดินทาง และลักษณะการขับรถของคนที่นี่แล้ว ผู้เขียนก็บังเกิดความรู้สึกชนิดหนึ่งขึ้นมา ช่วยให้เวลาที่เหลือต่อจากนี้ในการเดินทางมีความหมายขึ้นมาทันที  เมื่อเทียบการเดินทาง ด้วยรถ ราคาคันละล้านห้าแล้ว ให้นึกถึงเมื่อคราวพระพุทธองค์ ทรงดำเนิน ไปโปรดสัตว์ สั่งสอนผู้คน ผู้เป็นเวไนยสัตว์ ต้องเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาท นับวัน นับเดือน กว่าจะไปถึงแต่ละจุด ทรงมีความเมตตาอย่างหาประมาณมิได้ คิดได้อย่างนี้ การเดินทางที่เล่ามาทั้งหมดของผู้เขียน ก็แทบจะพูดได้ว่าไม่ลำบากเลย "....แม้ไม่อาจเทียบหนึ่งในล้าน ลูกขอตั้งปณิธาน สานสิ่งที่พ่อสร้างไว้..."

   

    ถึงวัดเวลา 17.00 น. ก่อนตะวันลับฟ้า ได้มีแสงสุดท้าย ส่องพระมาหาธาตุเจดีย์ ที่ปรากฏราวทิพย์วิมาน เป็นภาพที่ทำให้ผู้พบเห็น ต้องยกมือสักการะ อย่างทันที นี่คือ สถานที่สำคัญของวัดไทยกุสินารา

    วัดไทยแห่งนี้ มีความสะอาด สวยงาม ร่มรื่น พื้นหญ้า สดเขียวขจี เจริญตายิ่งนัก ผู้คน พระเณรมีไมตรี ต่อแขกผู้มาพักอาศัย สร้างความอบอุ่นใจ ไม่แพ้วัดไทยพุทธคยา

 ทุกเช้า เย็น ผู้เขียน จะขึ้นโบสถ์ สวดมนต์ทำวัตร พร้อมพระ แล้วจึงไปปฏิบัติงานที่คลินิก ที่นี่ มีระบบระเบียบ ทำให้ผู้อยู่อาศัยเบาใจ ถึงเวลากินก็กิน เวลาใด ก็ทำกิจนั้นๆ ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้เขียนชอบมาก  แม้การสื่อสาร จะยังเป็นอุปสรรค เวลาผู้เขียนต้องสนทนากับแพทย์ เจ้าหน้าที่คลินิก ก็มักจะได้พระบ้าง ผู้มาช่วยงานวัดบ้าง เป็นล่ามให้ บางครั้งคุยกัน สนุกสนาน ทั้งที่ฟังกันไม่รู้เรื่อง แต่เราก็สื่อกันด้วยใจ อัธยาศัยที่ดีต่อกัน ผู้เขียนจะกล่าว นมัสเต้ เขาก็จะกล่าวสวัสดีครับ ก็แลกเปลี่ยนกันดี ภาษา ไม่ได้ทำให้เป็นปัญหามากนัก การไม่ค่อยรู้ประสา กลับทำให้เรา ต่างใส่ใจกัน พยายามเข้าใจกัน ดังนั้น ถ้าใครพูดภาษาเดียวกัน แต่ไม่พยายามเข้าใจกัน ก็หาประโยชน์ ความสุขไม่ได้

  

 ทุกๆวันของที่นี่ กุสินารา มีเรื่องให้เล่าได้มากมาย เป็นประสบการณ์ ที่อยากให้หลายท่านได้มาสัมผัส ด้วยความรักในเพื่อนมนุษย์ ไม่ถือแขก ไม่ถือไทย แล้วจะทำให้เรา ได้รับรู้ความรู้สึกอีกชนิดหนึ่ง ที่คนเป็นทูตหรือพระธรรมทูต รู้จักดี นั่นคือ การเชื่อมใจ ให้เป็นสายใยเดียวกัน และแล้ว ผู้เขียน ก็ได้เป็นทูตจำเป็น ตามที่เคยอยากจะเป็นตั้งแต่เด็กๆ แม้จะนานมาแล้ว แต่ก็ไม่เคยเปลี่ยนใจ