ถ่านดูดกลิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยหรือญี่ปุ่น กันแน่ ? / ความสัมพันธ์ของคนเรา หากรู้จัก Give &Take (การรับและการให้) ความสัมพันธ์ก็จะเป็นไปอย่างราบรื่นและยาวนาน

แณณได้เดินทางไปช่วยราชการสามีที่เมืองจิตตะกอง ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2551 – 2 เมษายน 2551 ตั้งใจว่าจะเล่าเรื่องไปเมืองจิตตะกองให้ฟัง ตั้งแต่เมื่อครั้งแรกที่ไปคือ ในเดือนมกราคม 2551 แต่ก็ไม่ได้เล่าเสียที เพราะแต่ละวันมีเรื่องน่าสนใจให้เขียนทุกวัน ดังนั้นหากไปพบเจออะไรที่คิดหรือเห็นแล้ว อยากเขียน ต้องรีบเขียน ไม่อย่างนั้น วันต่อมาเจออะไรน่าสนใจอีก แณณก็จะเขียนเรื่องที่เพิ่งพบมาสดๆ ร้อนๆ แล้วของเก่าๆ ก็เข้ากรุไปหมดค่ะ  

การทำงานทั้งสองครั้ง ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ขออนุญาตไม่เล่ารายละเอียดภารกิจทั้งสองครั้ง เพราะเป็นงานภายในของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา ค่ะ  การเดินทางไปทั้งสองครั้ง ก็มีแต่เรื่องมันส์ๆ  แม้ตอนก่อนที่จะทำทุกอย่างให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้นั้น อาจจะเหนื่อยบ้าง แต่ก็มีความสุขเมื่องานผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เพื่อนร่วมงานดี ทำงานเป็นทีมไทยแลนด์จริงๆ แถมยังรู้สึกประทับใจคนบังกลาเทศมากขึ้นไปอีก พี่บังฯ ให้เกียรติคนไทยมาก คอย facilitate (อำนวยความสะดวก) ให้ทีมไทยแลนด์ของเราทุกเรื่อง ตั้งแต่พาไปเดินลุยหาของจัดสถานที่ เครื่องใช้ ดอกไม้ ผ้าปูโต๊ะ หาช่างและจักรเย็บผ้า ในตลาดกลางเมืองจิตตะกอง  และอีกมากมายเลยนะคะ

พี่บัง..มุง ก็มามุงดูคนไทย ไม่ว่าจะไปที่ไหน ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่สามีแณณต้องไปหาซื้อถ่านเพื่อนำไปดับกลิ่นในสถานที่ ที่ต้องใช้รับรองแขก ตอนแรกก็ยืนอยู่กับคุณเรซ่าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสถานทูตไทย แค่สองคน (แณณยังมีอาการไอและแพ้ฝุ่นมาก จึงไม่ได้รับอนุญาตให้ลงไปคลุกฝุ่นของถ่านกับพวกหนุ่มๆ ค่ะ)  2-3 นาทีผ่านไปเท่านั้น พี่บังฯ แห่มาดูกันใหญ่ แณณซึ่งกำลังไอๆ อยู่ หันหน้ามาเห็นพอดี จึงรีบถ่ายรูปไว้เพราะว่าแอบขำพี่บังค่ะ มาดูอาร๊าย..กันค๊า คุณพี่ สามีหนูเค้าแค่มาซื้อถ่าน 1 กิโลกรัม ราคา 80 ตากา เท่านั้นเอง (เป็นเงินไทยเท่ากับ 40 บาทค่ะ) ไม่ได้มาขุดเจอทองเสียหน่อย :D

             

ในการมาครั้งก่อน เมื่อเดือนมกราคมก็เหมือนกันค่ะ พวกเราต้องไปหาซื้อพรมแดงกัน ตำรวจเมืองจิตตะกองพากันอารักขาเราอย่างแน่นหนา ราวกับว่าเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯพี่จอร์จ บุช เดินทางเยือนจิตตะกอง กันเลยทีเดียว

     

ที่เปรียบเช่นนี้เพราะจำได้ว่า เมื่อครั้งที่แณณเคยเป็น Liaison Officer (ผู้ประสานงานและผู้ติดตามประจำตัว) รัฐมนตรีการค้าประเทศคานาดา เมื่อคราวที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคในปี 2003 หรือในปี 2546นั้น ทีมไทยที่ดูแลคณะผู้แทนจากประเทศคานาดาทั้งหมดพักอยู่โรงแรมโฟร์ซีซั่น และพี่บุช พักที่ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ (ทั้งสองโรงแรมตั้งอยู่ไม่ห่างกันนัก บนถนนราชดำริ) ตอนที่ทราบข่าวว่าพี่บุช ได้เดินทางถึงกรุงเทพฯ แล้ว แณณได้เดินออกมาดูบริเวณหน้าถนนราชดำริ ว่าการรักษาความปลอดภัยของเค้าจะเข้มขนาดไหนกัน ปรากฏว่า ร.ป.ภ. ในครั้งนั้น ซุปเปอร์เข้มจริงๆค่ะ  เรื่องการปิดถนนหรือห้ามคนข้ามไปมาและเดินผ่านทางเท้า นี่ก็ธรรมดาๆ นะคะ แต่นี่พี่มะกันเค้าเล่นเอาเฮลิคอปเตอร์มาบินการ์ดอยู่เหนือโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ นี่สิ โอว..ไม่เคยเห็นค่ะ และจำได้ว่า ช่วงเวลาที่พี่บุช มาถึงและจะเดินทางเข้าโรงแรมที่พักนั้น วิทยุสื่อสารที่เราใช้ประสานงานในช่วงเอเปค มีคลื่นแทรกและสัญญาณรบกวนค่ะ ใช้ไม่ได้อยู่พักใหญ่ สอบถามกับ Liaison Officer ประจำตัวรัฐมนตรีการค้าประเทศสหรัฐฯ ซึ่งพักอยู่ห้องเดียวกันกับแณณได้ความว่า ที่วิทยุสื่อสารใช้ไม่ได้อาจจะเป็นเพราะทางฝั่งสหรัฐฯ ปล่อยคลื่นแทรก เพื่อเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงที่ประธานาธิบดีกำลังเดินทางเข้าที่พักค่ะ แต่ก็เป็นอยู่แค่แป๊ปเดียวเท่านั้น วันต่อมาวิทยุสื่อสารของทุกคนก็ใช้ได้เป็นปกติค่ะ อ้าว... เล่านอกเรื่องย้อนอดีตไปซะหลายปี ขอวกกลับมาเล่าเรื่องเมืองจิตตะกองต่อนะคะ

การที่ตำรวจเมืองจิตตะกองให้การอารักขาท่านเอกอัครราชทูตไทยอย่างแน่นหนานั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่า ตำรวจฝ่ายบังกลาเทศให้ความสำคัญกับฝ่ายไทยมาก ซึ่งก็น่าดีใจนะคะ ที่ทั้งสองประเทศต่างให้ความสำคัญต่อกันเช่นนี้ เปรียบเสมือนความสัมพันธ์ของคนเรา หากรู้จัก Give &Take (การรับและการให้) ความสัมพันธ์ก็จะเป็นไปอย่างราบรื่นและยาวนาน  อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงการประสานงานที่ดีและความสามารถของท่านกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำเมืองจิตตะกอง ขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านคือ Mr. Amir Humayun Chowdhury ค่ะ ท่านเป็นชาวเมืองจิตตะกองแท้ๆ จบการศึกษาจากต่างประเทศ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมาก ความรู้รอบตัวก็มาก ประทับใจทั้งท่านและภรรยา ตั้งแต่การเดินทางมาจิตตะกองครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2551 เนื่องจากมีอัธยาศัย น้ำใจดี กิริยา มารยาทสุภาพมากทั้งสองท่าน การแต่งกายก็ดี แอบสังเกตุว่าเสื้อสูทท่านกงสุลเนี๊ยบมาก ทั้งลายผ้าที่เรียบหรูและการตัดเย็บที่ประณีต เย็บตะเข็บแบบที่สามีแณณชอบคือ ตะเข็บแบบดำน้ำ และใส่รองเท้าสีน้ำตาลเข้ม เหมือนชาวอิตาเลียน ท่านกงสุลได้จัดรถรา เลี้ยงอาหารค่ำ และพยายามอำนวยความสะดวกให้ฝ่ายไทยทุกอย่าง ร่วมไปตะลอนๆ หาซื้อข้าว ซื้อของ ช่วยจัดของ ยกของกับพวกเราด้วย จนรู้สึกราวกับว่าท่านเป็นเหมือนคนไทยคนหนึ่งจริงๆ น่าดีใจที่เรามีกงสุลกิตติมศักดิ์ที่ทำหน้าที่ได้ดีมากเช่นนี้ ค่ะ  

                                        

แณณได้ขออนุญาตท่านกงสุลแล้วจึงได้นำรูปถ่ายท่านมาประกอบบทความนี้ได้ค่ะ ต้องขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ ที่นี่ ด้วยนะคะ

สาเหตุที่แณณต้องนำถ่านก้อนไปดับกลิ่น ก็เนื่องจากท่าอากาศยานเมืองจิตตะกอง ใจดี ช่วยซ่อมสีฝาผนังซึ่งเคยขมุกขมัว บางส่วน และรอยแตกบริเวณผนังบางส่วน ให้ตามที่ฝ่ายไทยประสานไว้ แต่ผนังเจ้ากรรม ที่สวยแต่รูป จูบไม่หอม ส่งกลิ่นสีที่เพิ่งทาใหม่ คลุ้งไปหมด ตอนที่แณณนำถ่านไปวางไว้ตามมุมห้องที่เป็นสถานที่รับรองแขก พี่บังฯ ก็งงๆ ถามว่า มันคืออะไร เพราะทางฝ่ายเค้าก็มีมาตรการรักษาความปลอดภัยแน่นหนาเช่นเดียวกัน พออธิบายว่าเป็นวิธีดูดกลิ่นตามแบบฉบับภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย เค้าก็สงสัยว่าจะได้ผลหรือ เพราะเจ้าก้อนดำๆ นี่ปกติ พี่บังฯ ใช้ก่อไฟและใช้หุงหาอาหาร นี่นา แณณจึงโม้ไปว่า ปกติแณณใช้ดับกลิ่น ในตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า ห้องนอน รวมทั้ง รถยนต์ อยู่ประจำ ได้ผลแน่ รับรอง เค้าก็พยักหน้าหงึกๆ รีบไปหาภาชนะมาให้เราวางก้อนถ่านทั้ง 1 กิโลฯ นั้น

                                                

วันรุ่งขึ้น เรารีบมาพิสูจน์กลิ่นกัน อืม... ได้ผลแฮะ กลิ่นสีและกลิ่นอับๆ จางไป แม้จะไม่หมดสนิท แต่แผ่วไปมาก หากฉีดสเปรย์ที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ ที่ทางเราเตรียมมา คงจะไม่ระคายจมูก แขกท่านนี้ ของเรา สิน่า

ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเรานั้น ช่างมีประโยชน์จริงๆ ค่ะ เอ...ว่าแต่ว่า เรื่องเจ้าถ่านดับกลิ่นนี่ แณณเคยคุยกับเพื่อนญี่ปุ่น เค้าก็ทราบเหมือนกันนะคะ ว่าสามารถใช้ดับกลิ่นอับได้ บอกต่อว่าที่ญี่ปุ่นก็มีใช้กันเยอะไป อ้าว?  แล้วอย่างนี้ ใครคิด ใครรู้ หรือ ค้นพบ ก่อนใครหล่ะคะ คงต้องไปดูและสืบค้น ฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญากันแล้วหล่ะค่ะ ว่าใครเป็นเจ้าของความรู้อันนี้กันแน่ ......หรือหากใครทราบก็กรุณาบอกแณณหน่อยก็ดีนะคะ ขอบคุณค่ะ......  


ประณยา จองบุญวัฒนา

3เมษายน 2551