ในช่วงปิดเทอมที่ว่างเว้นจากการเรียนการสอน คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.นเรศวร ได้จัดโครงการออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ เพื่อให้บริการทางทันตกรรมแก่ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองเป็นประจำ อย่างในช่วงเดือนมีนาคมและต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็ได้ไปให้บริการกับประชาชนทั้งใน จ.พิษณุโลก กำแพงเพชร และน่าน

         ประชาชนที่มารับบริการมักเป็นผู้ป่วยที่ต้องการถอนฟันเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาเป็นการขูดหินน้ำลาย และอุดฟัน เท่าที่ผู้เขียนสังเกตจะพบว่า ผู้ที่มารับบริการถอนฟันมักเป็นผู้สูงอายุและเด็กที่มีอาการปวดฟัน ส่วนผู้ป่วยในอีกสองกลุ่มหลังมักจะมีปะปนกันหลายวัยทั้งเด็กเล็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ

ในการออกปฏิบัติงานแต่ละครั้ง ผู้เขียนมักรับตำแหน่ง พนักงานขูดหินน้ำลายซึ่งก็พบว่า หากผู้ป่วยเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เคยขูดหินน้ำลายมาก่อน ก็มักจะมีหินน้ำลายมากและเกาะลึกลงไปใต้เหงือก เวลาขูดผู้ป่วยก็จะมีอาการเสียวและเจ็บ ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งที่ออกไปไกลๆ ในหมู่บ้านที่ประชาชนยังนิยมเคี้ยวหมาก เคี้ยวเมี่ยง ผู้ป่วยก็จะมีทั้งหินน้ำลายและคราบหมากเกาะเหนียวเต็มไปหมด เรียกว่าขูดให้แค่คนเดียวก็ทำเอาคุณหมอทั้งหลายหน้ามืดไปเลย

ช่วงหลังๆ มา เลยลองเปลี่ยนรสชาติของชีวิตด้วยการไปเป็น พนักงานอุดฟันบ้าง คราวนี้เลยเจอคนไข้เด็กๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ เด็กบางคนมีความอดทนสูง น่าชื่นชม แต่บางคนก็งอแง ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ผู้เขียนพบว่าเด็กจำนวนมากอายุเพียงแค่ 2-3 ขวบ ฟันก็ผุหมดเกือบจะทั้งปากแล้ว เปิดปากมาก็เลือกไม่ถูกเลยว่าจะอุดซี่ไหนให้ก่อนดี

สำหรับประเด็นที่ผู้เขียนต้องการแลกเปลี่ยน เป็นคำถามที่ติดค้างอยู่ภายใจมานานแล้วว่า "นอกจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกลได้เข้าถึงบริการในการรักษา การออกหน่วยบริการจัดเป็นงานส่งเสริมสุขภาพให้ประชาชนได้จริงหรือไม่" เพราะหลายครั้งที่เราไปออกหน่วยที่เดิม เจอคนไข้คนเดิมก็ยังคงมาด้วยอาการเดิมๆ (อีกนั่นแหละ)