ช่วงนี้เรามีน้องๆนักศึกษามาฝึกงานที่หน่วยเคมีคลินิกมากมายหลายคน สัปดาห์แรกๆที่น้องทั้ง 7 คนมานั้น พวกเรากำลังวุ่นวายกับภารกิจด่วนๆหลายอย่าง ทำให้ไม่ได้จัดตารางอะไรให้ แต่เริ่มจากสัปดาห์นี้ได้ทำการจัดแบ่งให้แต่ละคนได้ประจำเป็นจุดๆ มีคนรับผิดชอบสอนน้องถึงรายละเอียดของการทำงานแต่ละจุด
สิ่งที่รู้สึกว่าน่าประทับใจสำหรับเด็กชุดนี้ก็คือ ได้เห็นว่าหลายๆคนเป็นคนช่างซักช่างถาม เนื่องจากน้องๆมาจากภาควิชาเคมี ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานเคมีคลินิกแบบที่เราทำกันอยู่ น้องๆจะไม่ได้มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับองค์ประกอบของร่างกายมนุษย์ในแง่ของการตรวจวินิจฉัย ก็เลยจะต่างกับเวลาที่เรามีน้องๆที่เรียนทางด้านที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ เวลาอธิบายอะไรเกี่ยวกับวิธีการทำงานที่เกี่ยวข้องกับความรู้ด้านนี้ ก็จะยากที่จะทำความเข้าใจ แต่ถ้าเป็นส่วนของการตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่อง ก็จะได้เห็นภาพว่าสิ่งที่น้องๆเคยทำในหลอดทดลองนั้น มันเอามาทำให้เป็นระบบอัตโนมัติได้อย่างนี้เอง การที่น้องๆช่างซักช่างถาม ทำให้ได้รู้ว่าคนถามคิดอย่างไร คนสอนคนอธิบายก็จะบอกเล่าชี้แนะได้ดีขึ้นไปด้วย
ยังไม่ได้มีโอกาสสอนใครในกลุ่มนี้ตรงๆตัว แต่ก็จะได้ยินได้เห็นน้องๆเวลาอยู่ตามจุดต่างๆ ถามคำถามพี่ๆ ได้เห็นการที่เขารวมกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ที่ได้เรียนรู้กันเอง ชื่นชมว่าเด็กกลุ่มนี้น่าจะเป็นอนาคตที่ดีของบ้านเรา รู้สึกดีใจค่ะ เพราะเวลาได้รับรู้วิธีการเรียนของเด็กๆบ้านเราแล้วสงสารเด็กจัง เพราะระบบการเรียนการสอนของเรานั้น เน้นระบบการเรียนแบบสอนให้จำ ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องหาเหตุผลอะไรมาก เพราะฉะนั้นเราจะถนัดแต่บอกเล่าทฤษฎี แต่ถ้าให้เอาไปใช้แก้ปัญหาอะไรใหม่ๆ เราจะคิดไม่ออก เริ่มไม่ถูก ต้องวิ่งหาคนที่เคยทำ หาคนที่รู้เรื่องนั้นๆ กลัวที่จะคิดเอาเอง นึกไม่ค่อยออกว่าสิ่งที่เรียนรู้ท่องจำมานั้นเอามาใช้แก้ไขเรื่องที่ไม่รู้ยังไง
สิ่งที่พูดถึงนี้ พวกเราที่เรียนกันมาในบ้านเราคงจะเข้าใจดี กว่าเราจะรู้ว่า เราคิดไม่ค่อยเป็นก็เสียเวลาไปมากโขทีเดียว เห็นตัวอย่างได้มากมายว่า เรามาเริ่มคิดเป็น ปรับใช้ความรู้เป็นเอาก็ต่อเมื่อเราทำงานจริงๆไปนานๆ น่าเสียดายนะคะ ทำอย่างไรหนอระบบการเรียนของเราจะเปลี่ยนจากที่เป็นอยู่ คือหลอมให้มันสมองอันหลากหลายของเด็ก พิมพ์ออกมาในกรอบที่ระบบสร้างขึ้น ทั้งๆที่จริงๆแล้วคนไทยฉลาดกว่าที่เห็นและเป็นอยู่มากมายทีเดียว
บันทึกนี้ออกมาเพราะได้เห็นน้องๆที่มาฝึกงานกลุ่มนี้ และการที่ได้คุยกับพี่วั้น หนุ่มน้อยคนโตที่โชคดีได้ไปอยู่นอกแบบพิมพ์หลอมเด็กของเมืองไทยมาระยะหนึ่ง ที่มีส่วนช่วยให้ลูกใช้ความคิดมากกว่าความจำ เก็บได้จากลูกเสมอๆว่า แบบเรียนบ้านเราแยกความรู้เป็นชิ้นส่วน เด็กๆที่ไม่ค่อยถูกสอนให้คิดก็จะเรียนแบบท่องจำ ไม่สนุก ถ้าเด็กที่ช่างคิดช่างปะติดปะต่อ เขาก็จะอยากให้มันออกมาเป็นเรื่องเดียวกัน ได้ยินพี่วั้นพยายามเชื่อมโยงเรื่องราวที่เรียนอยู่บ่อยๆ ทำให้เห็นจุดอ่อนจุดนี้ในระบบการเรียนการสอนของบ้านเราด้วยจริงๆ เฮ้อ....
ถ้ารับรู้แล้วกระจ่างแล้วดีกว่าใช้จำเอาครับ
ขอบคุณมากครับ
มีโอกาสได้ไปอยู่ในบรรยากาศของการเรียนที่บ้านเมืองอื่นมาแล้ว ก็เลยยิ่งทำให้รู้สึกมากๆเลยค่ะว่า ระบบการศึกษาบ้านเรานั้นวางรากฐานการเรียนไว้ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะระดับต้นๆ เราใช้สมองที่คิดได้หลายหลากเพียงด้านเดียวคือจำ จำ และจำ จริงๆแล้วสิ่งที่เราชอบ เราได้คิด ได้ค้นได้หาความรู้เอาเองนั้น ทำให้เราเข้าใจและ"รู้"จริงๆได้มากกว่าเยอะเลยค่ะ แล้วจะทำให้ไม่มีอะไรยากเลยถ้าเราเรียนรู้เพราะเราอยากรู้ อยากคิดนี่ ไม่มีใครโง่ ใครฉลาดเพราะทุกคนคิดได้แบบของตัวเอง ความถูกผิดเป็นสิ่งสมมติทั้งนั้น