Secret

เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสอ่านหนังสือ Secret ที่ฮือฮาเมื่อหลายเดือนก่อน ใหม่ถือติดมือมาตอนพาไปเลี้ยงพิซซ่า ถือเป็นเรื่องน่าแปลกใจและน่ายินดี เพราะนาน ๆทีจะเห็นใหม่หยิบหนังสือมาอ่านซักเล่ม

เป็นเรื่องปกติของหนังสือ How to ที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศ ที่สำนวนการแปลแปร่ง ๆ แปลก ๆ อ่านไม่ลื่นไหล ต้องกลับมาอ่านซ้ำบางประโยคมากกว่าหนึ่งรอบ และเป็นธรรมชาติของนักเขียนฝรั่งที่ชอบอธิบายความยืดยาว วกไปวนมาไม่รู้จักจบสิ้น ทั้ง ๆที่สามารถสรุปประเด็นนั้นได้ภายในหนึ่งย่อหน้าเท่านั้น

แต่ในเมื่อเป็นหนังสือดัง ก็แสดงว่ามันต้องมีดีอะไรซุกซ่อนอยู่ภายใต้สำบัดสำนวนอันไร้สาระนั้น อ่านไปได้นิดหน่อย แบบเปิดข้ามๆ  ก็พอจับใจความได้ว่าผู้เขียนพยายามบอกเล่าถือ "ความลับ" ที่เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในชีวิต ที่คนดังๆ ในประวัติศาสตร์ต่างค้นพบและนำมาใช้จนกระทั่งกลายเป็นผู้มั่งคั่งและโด่งดังอย่างที่เห็น

ความลับที่ว่านั่น เห็นจะเป็นทฤษฎี (หรือ กฎ ไม่แน่ใจ) แห่งแรงดึงดูด เค้าบอกว่าเราคิดอะไร อยู่ในหัวมาก ๆ มันก็จะนำสิ่งนั้นเข้ามาสู่ชีวิตอย่างที่เราคิด ถ้าเราคิดถึงแต่ความมั่งคั่ง และจดจ่ออยู่กับมัน อย่าให้มีสิ่งใดมาทำให้ความเชื่อมั่นต่อความมั่งคั่งของเราสั่นคลอน ในที่สุดเราก็จะมั่งคั่งด้วยความปราถนาอันแรงกล้าของเรานั่นเอง

ผมไม่ชอบใจประเด็นนี้เท่าไรนัก

เป็นเพราะไอ้ความเชื่อมั่นบ้าบอหรือเปล่า ที่ทำให้สหรัฐเปิดฉากบุกอิรักเพื่อช่วงชิงน้ำมันโดยมีคนกว่าครึ่งประเทศเห็นชอบด้วย

เป็นเพราะไอ้ความเชื่อมั่นบ้าบ้อนี่หรือเปล่า ที่ทำให้ประเทศไทยติดอันดับคอรัปชั่นมากที่สุดในโลก

เป็นเพราะไอ้ความเชื่อมั่นบ้าบอนี่หรือเปล่า ที่ทำให้คนเป็นหนี้เป็นสินไม่รู้จักหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์แห่งการลงทุน

ถามหน่อยว่าความเชื่อมั่นบ้าบออะไรนี่ มันพามนุษย์โลกไปถึงไหนหรือ
น่าตลกที่ก่อนหน้านี้เราพยายามสร้างนวัตกรรมอะไรใหม่ ๆขึ้นมามากมาย จนพลิกโฉมหน้าโลกมาเป็นอย่างที่เห็น

แต่ตอนนี้พวกเรากำลังตื่นกลัวกับภาวะโลกร้อน กลัวน้ำแข็งขั้วโลกละลาย กลัวรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ กลัวพายุเฮอริเคนยักษ์ กลัวภูเขาไฟระเบิด

สงสัยจังว่าถ้าไอ้ทฤษฎี "Secret" มันดีจริง จะมัวมานั่งกลัวอยู่ทำไม เชื่อมั่นเข้าไป แล้วโลกนี้จะดีเอง