ตอนเช้าของวันที่ 4 ของการปฏิบัติ ของผม ขณะที่ไปเข้าห้องน้ำทำภารกิจส่วนตัว ห้องน้ำของสำนักสงฆ์ขุนห้วยแม่ต้าน อยู่ติดกับทางลงจากวัด มองไปที่ทางลงจากวัดนั้น ประกฎว่าจิตผม ลอยไปอยู่ปลายทางเส้นนั้น มันเหมือนมีอะไร สักอย่างที่บังคับให้ผมเดินลงไป หาจุดหมายปลายทาง ผมเดินลงไปโดยไม่รู้สึกตัวเลย เดินไปเรื่อยๆ เดินลงไปจนถึงทางแยกเข้าสำนักสงฆ์ ผมจึงรู้ตัวว่า ยังเหลืออีก 1 วันของการปฏิบัติ ผมอธิฐานไว้ว่าจะปฏิบัติ 5 วัน จึงเดินกลับขึ้นไป มานั่งพิจารณา ว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าวนั้นเป็นจริง จิตบังคับให้กายผมเดินลงไป แต่ดีที่มีสติ ยังเป็นที่ตั้งอยู่ จิตนี้เป็นใหญ่ เป็นประธาน คนเราจะเป็นอย่างไรก็เกิดจากจิตนี้เองเราจะเป็นอย่างไร เกิดจากความคิดในจิตใจของตนเองนั่นเอง ถ้าหากคิดดีหรือคิดถึงความสำเร็จ ก็จะสมหวังตามความคิด แต่หากคิดถึงแต่ความล้มเหลวพ่ายแพ้ ก็จะเป็นอย่างที่คิด

"แม้พุทธศาสนาจะเห็นว่ากายกับจิตไม่ใช่สิ่งเดียวกันแต่กายกับจิตก็จัดว่าเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันอาศัยกันและกันอย่างที่จะจัดแยกออกจากกันไม่ได้ ดังข้อความในวิสุทธิมรรคที่ว่า ?รูปและนาม (กายและจิต) เป็นของคู่กัน ทั้งคู่อาศัยกันและกันเมื่ออย่างหนึ่งแตกสลาย ก็ แตกสลายทั้งคู่ตามปัจจัย"โดยทั้งจิตและกายก็ต่างทำหน้าที่อย่างสอดประสานกัน คือ หน้าที่ของกาย ได้ แก่การทำหน้าที่เชื่อมต่อหรือ
เป็นทางในการรับรู้โลกภายนอกผ่านทางอายตนะและทำหน้าที่แสดงพฤติกรรมหรือการกระทำ
ต่อโลกภายนอก แต่อย่างไรก็ตามพุทธศาสนาถือว่า

?
กายนั้นเป็นเพียงตัวเชื่อมต่อหรือเป็นทางให้จิตรับรู้กายจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่รู้ แต่สิ่งที่รู้คือ จิต จิตเป็นตัวรับรู้ ดังนั้นถ้ามองในแง่นี้ กายก็เป็นเพียงเครื่องมือของจิตในการรับรู้อารมณ์อารมณ์คือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตหรือสิ่งที่ถูกรับรู้อารมณ์ของจิตหรือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตนั้นก็คืออารมณ์ 6 หรืออายตนะภายนอก 6 อันได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ(สิ่งต้องกาย) และธรรมารมณ์ (เรื่องในใจ)นั่นเอง

จิตจึงมีความสำคัญมาก นั่นคือ

?
จิตเป็นมูลบทหรือเป็นแกนกลางที่สำคัญของคำสอนทั้งหมด จะเห็นได้ว่าคำสอนเรื่องต่างๆ เช่นคำสอนเกี่ยวกับความทุกข์หรือความสุขก็ตาม กุศลหรืออกุศลก็ตามหรือที่เป็นฝักฝ่ายโลกียะ และโลกุตระเป็นต้น
ก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ถึงที่สุดแล้วทั้งหมดล้วนมีจิตเป็นแกนกลางหรือเป็นตัวกลางที่เป็นหลักยืนให้แก่
ธรรมเหล่านั้นทั้งสิ้น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สภาพธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศลบุญหรือบาป เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่จิต ถ้าไม่มีจิตเป็นฐานให้แล้วถ้าไม่มีจิตเป็นฐานให้แล้ว สภาพธรรมเหล่านั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย


ดังนั้น จิตหรือใจนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งดังข้อความที่ปรากฏต่างๆ ซึ่งยกมาเป็นตัวอย่างพอสังเขป คือ

ความสำคัญของจิตในทัศนะของ พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)

??
ถ้าเรามีจิตใจไม่ถูกปรุงแต่ง ก็เรียกว่าเรามีจิตเป็นพุทธะขึ้นมาเป็นผู้รู้ขึ้นมาทันที รู้อะไรถูกต้องขึ้นมาแล้วก็เป็นตัวเองอย่างแท้จริง?ไม่ถูกฉาบด้วยกิเลส เรียกว่าไม่ถูกปรุงแต่ง??
(
พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)"

ที่มา http://www.patrunning.info/show.php?

        วันที่ 27 มีนาคม  วันสุดท้ายของการปฏิบัติ ผมทำภารกิจเหมือนที่ผ่านมา ตื่นเช้า ทำวัตร ไหวพระ สวดมนต์ ทำสมาธิ ตักน้ำ มาใช้ กวาดลานวัด เสร็จเรียบร้อย แล้วก็กราบลาครูบา เพื่อกลับมาทำงานตามหน้าที่ต่อ ไป ก่อนกลับ ครูบา มอบพระ ให้ 3 องค์ ที่จริงผมได้ตั้งใจไว้ว่า จะปฏิบัติ 7 วัน แต่ ด้วยภารกิจ หน้าที่ และ เวลา ลากิจ ของผมเหลือ แค่ 4 วัน ในรอบปี  ให้ลากิจ ได้ 12 วัน จึงได้ปฏิบัติเพียง 5 วัน  แต่ ก็คุ้มค่ากับการลา ในครั้งนี้ ช่วงระยะเวลาที่อยู่ที่นั้นทำให้ใจสงบและได้อะไรมาหลายๆอย่างในชีวิต ต้องขอบคุณ ผู้บังคับบังชาที่ให้โอกาสได้ลา ขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่ทำงานแทนตอนที่ผมไม่อยู่ ขอบคุณครูบา และอีกหลายๆท่านครับ ที่สำคัญยิ่ง ขอบคุณพ่อแม่ ที่ให้กำเนิด มาให้ผมได้เจอได้พบกับพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่สอนให้ไม่เชื่อในศาสดา ให้เราปฏิบัติก่อน ถ้าได้ผลแล้วจึงเชื่อ  

  

 ขอบคุณครับ