วันที่ ๒๒ – ๒๓ มี.ค. ๕๑ แพทย์ศิริราชรุ่น ๗๑ นัดพบปะสังสรรค์กันที่กาญจนบุรี    โดยจันทพงษ์ วะสี สะใภ้เมืองกาญจน์ เป็นผู้ประสานงานจัดการเดินทาง ที่เที่ยว ที่พัก ที่กิน    ที่จริงผมไปกาญจนบุรีบ่อย แต่มักไปประชุม ไม่ค่อยได้ไปเที่ยว    ไปคราวนี้เดิมผมมีแผนจะร่วมอยู่เพียงวันเดียว    จะไม่ไปทองผาภูมิและสังขละบุรีในวันที่ ๒๓    แต่คุณภาพของทัวร์วันที่ ๒๒ ที่ผมได้ไปชมสถานที่ที่น่าเที่ยว ที่ผมไม่เคยไป ถึง ๓ ที่ คือ พร้อมมิตรสตูดิโอ  ช่องเขาขาด  และ ถ้ำกระแซ    ทำให้ผมเปลี่ยนใจตามเขาไปสังขละบุรีในวันรุ่งขึ้น

 

๒๒ มี.ค. ๕๑
          สถานที่แรกคือ พร้อมมิตรสตูดิโอ www.prommitrfilmstudio.com  ซึ่งอยู่ในค่ายสุรสีห์ของทหาร เป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นฉากในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนเรศวร ภาค ๑, ๒ และกำลังถ่ายทำภาค ๓ และกำลังก่อสร้างส่วนขยายสำหรับเป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเพชรพระอุมา   เขาบอกว่า ก่อนออกแบบสถานที่ ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพม่า กับ มจ. ชาตรีเฉลิม ยุคล ต้องเดินทางไปพม่าเพื่อศึกษาสภาพจริง    นำมาใช้ออกแบบให้ถูกต้อง    และมีผู้เกี่ยวข้องกับการทำภาพยนตร์ ลอร์ด ออฟ เดอะริง มาเป็นที่ปรึกษาด้วย
          สถานที่นี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม    มีคนมาท่องเที่ยวมาก    เราไปถึงกันเกือบ ๑๑ น. แดดร้อนเปรี้ยง และมีเวลาเดินดูและถ่ายรูปอย่างเร็ว ๑ ชั่วโมง    แต่ก็คุ้ม   เพราะได้เห็นทัศนียภาพหรือฉากที่เข้าใจว่าเป็นสมัย ๓๐๐ ปีก่อน ของกรุงหงสาวดี   และกรุงศรีอยุธยา    ช่วยให้การเรียนและเข้าใจประวัติศาสตร์ง่ายขึ้น    เราได้เข้าใจด้วยว่า การสร้างฉากภาพยนตร์นั้น การประหยัดค่าใช้จ่ายเป็นเป้าหมายสูงสุด วัสดุก่อสร้างจึงไม่เน้นความคงทน   แต่เน้นความอลังการ์ และเหมือนจริง    แต่กระนั้นก็ตาม เสาอาคารที่ดูเหมือนเป็นปูนปิดทอง แต่ความจริงเป็นโฟม ก็คงทนมาถึง ๕ ปีแล้ว
  

ช่องเขาขาด  http://www.tat.or.th/destination_det.asp?prov_id=&id=1669  และ  
 http://www4.sac.or.th/museumdatabase/detail_museum.php?get_id=13-014  

          เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์    ที่ให้ทั้งความรู้เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ ๒   และให้โอกาสพิสูจน์สุขภาพความฟิตของร่างกายคนแก่   ปรากฎว่า อ. หมอประเวศ เพื่อนเขยของแพทย์ศิริราชรุ่น ๗๑ (แต่ตัวท่านเองรุ่น ๖๐) เดินขึ้นลงบันไดลงไปที่ช่องเขาตรงที่มีทางรถไฟประวัติศาสตร์อยู่ได้อย่างสบาย   ในขณะที่ลูกศิษย์บางคนจะเป็นลมตอนขาขึ้น 
          เรื่องราวของช่องเขาขาดเตือนใจคนให้เห็นความโหดร้ายของสงคราม    เห็นเทคโนโลยีใช้แรงคน (เชลยศึกผิวขาว) ในการระเบิดภูเขาทำเป็นช่องทางผ่านเพื่อสร้างทางรถไปเชื่อมกาญจนบุรีไปพม่า ที่เรียกว่าทางรถไฟสายมรณะ (http://th.wikipedia.org/wiki/ทางรถไฟสายมรณะ)        และทำจนสำเร็จ   การสร้างทางรถไฟเส้นนี้ใช้แรงงานเชลยศึก ๖๐,๐๐๐ คน และแรงงานชาวเอเซีย ๒๐๐,๐๐๐ คน   ในจำนวนนี้เชลยศึกตาย ๑๒,๘๐๐ คน  กรรมกรตาย ๙๐,๐๐๐ คน จากสาเหตุโรคภัยไข้เจ็บ อดอาหาร อุบัติเหตุ ถูกทุบตี และสาเหตุอื่นๆ  ในช่วงเวลา ๑๕ เดือนของการก่อสร้าง   ภาพและคำอธิบายที่พิพิธภัณฑ์สร้างความสลดใจ    ว่าในยามสงครามมนุษย์เราสามารถโหดร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
          พิพิธภัณฑ์นี้มีเทปเสียงให้ยืม (ฟรี) เอาไปใช้ประกอบการเดินไปชมสถานที่    ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอาคารพิพิธภัณฑ์   แต่ต้องเดินลงเขาลงไปที่ช่องเขา    ทางเดินเป็นบันไดคอนกรีตอย่างดี   ตอนขากลับเป็นขาขึ้นเขา ได้หอบกันทุกคน    ผมเสียดายที่ไม่ได้ยืมเทปไปฟังประกอบ    ผมชอบสถานที่นี้มาก ได้รับการดูแลบำรุงรักษาอย่างดี   และธรรมชาติสวยงาม     

 

ถ้ำกระแซ  http://th.wikipedia.org/wiki/ที่หยุดรถไฟถ้ำกระแซ   

          เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่ง เกี่ยวข้องกับทางรถไฟสายมรณะ   คือเราไปเดินชมสะพานรถไปตรงหน้าถ้ำกระแซ    เห็นสะพานรถไฟเลียบหน้าผาเป็นแนวโค้งขนานกับแควน้อยสวยงามมาก    ภายในถ้ำกระแซมีพระพุทธรูปให้คนกราบไหว้บูชา   เป็นถ้ำ “ตาย” คือธรรมชาติของถ้ำไม่เหลือแล้ว    เห็นแต่ร่องรอยของการกระทำของมนุษย์ คือสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ถ้ำโดยการสร้างพระพุทธรูป  
          การไปเห็นสภาพของถ้ำกระแซ ทำให้ผมระลึกว่า ธรรมชาติแทบทุกอย่างเมื่อเผชิญมนุษย์ มักย่อยยับ    คือมนุษย์มักเข้าไป “พัฒนา” ในลักษณะที่ทำลายธรรมชาติ   ไม่ค่อยมีตัวอย่างที่มนุษย์เข้าไปอนุรักษ์ธรรมชาติดั้งเดิมไว้ เพื่อการเรียนรู้ธรรมชาตินั้น  
          เราได้ชมวิวของแควน้อย (ไทรโยค) ณ จุดนี้    และได้เห็นนกกระจอกเทศในฟาร์มนกกระจอกเทศอยู่อีกฝั่งแม่น้ำ อยู่ไกลแต่ก็พอจะบอกได้ว่าเป็นนกกระจอกเทศ    เขามีบริการเอา นักท่องเที่ยวลงแพ สวมชูชีพไปว่ายน้ำในแควน้อย   ตอนวางแผนทัวร์ของคณะเรา ชนา สาทรกิจ ชักชวนให้ใช้บริการนี้ แต่คนอื่นๆ บอกว่าเราควรเจียมบอดีในความแก่ของเรา    ปล่อยให้คนหนุ่มสาวเขาใช้บริการดีกว่า    แล้วเราก็ได้มาเห็นบริการนี้ แต่ยังไม่ทันเห็นเขาลงไปว่ายน้ำ เราก็กลับเสียก่อน

           ปารตี้ ตอนกลางคืนที่โรงแรมที่พัก (เฟลิกซ์) ถือเป็น ไฮไล้ท์ ของงาน    วันชัย วัฒนศัพท์ ไม่ว่างมาเที่ยว แต่อุตส่าห์ขับรถตามมาตอนเย็น มานอนค้างเพื่อทำหน้าที่สร้างความสนุกสนานให้แก่เพื่อนๆ ร่วมกับวิเชียร ทองแตง    แล้ววันรุ่งขึ้น (๒๓ มี.ค.) ก็ต้องรีบกลับไปทำหน้าที่วิทยากรบรรยายเรื่อง conflict resolution  
          เป้าหมายของ ปาร์ตี้ ก็เพื่อสนุกสนานผ่อนคลาย    งานนี้ตอนแรกมีคนจะมากันมาก แล้วก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ จนเช้าวันที่ ๒๒ มี.ค. ก็มีคนขอยกเลิกอีกหลายคน    สรุปว่ามีแพทย์ศิริราชรุ่น ๗๑ มาเพียง ๑๙ คน มีเขยมาหลายคน เขยใหญ่สุดคืออาจารย์หมอประเวศ ที่เป็นอาจารย์สอนพวกเราด้วย  
          กินข้าวเย็นเสร็จ วันชัยกับวิเชียรก็ร่วมกันทำหน้าที่พิธีกร    ถือเป็นพิธีกรคู่ที่สร้างความสนุกสนานแก่พวกเราทุกครั้งที่มาชุมนุมกัน    โดยวิเชียรจะมีวิธีพูดแซวอย่างสุภาพเกรงใจ  ส่วนวันชัยจะมีวิธีที่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นยอดนักสร้าง conflict    โดยเฉพาะสุมิตร (เร่งเพียร) วัฒนวิจารณ์    ถือว่าเป็นคู่ปรับของพิธีกรทั้งสอง
          เริ่มด้วยการเชิญเขยใหญ่ (และอาจารย์ใหญ่) พูด    ท่านก็พูดแบบเรียกเสียงเฮฮาและลงท้ายด้วยการให้ศีลให้พร   พวกเพื่อนๆ ชอบให้ท่านยกคติเตือนใจที่ท่านมักจะยกมากล่าวเวลาไปเป็นเจ้าภาพอวยพรคู่บ่าวสาว ที่เป็นลูกของพวกเรา (เดี๋ยวนี้ท่านเป็นเจ้าภาพเจ้าประจำในการแต่งงานลูกของพวกเรา รวมทั้งลูกชายผมด้วย)   ท่านจะยกมากล่าวเป็นข้อๆ จนพวกเราจำได้ และชอบให้ท่านเอ่ยถึง เพราะเป็นการแซวจันทพงษ์ ไปในตัว  
          ท่านบอกว่า จันทพงษ์เขาไม่ชอบให้ยกคติข้อที่ ๑ ที่ว่าผู้ชายจะได้ดีต้องเคารพภรรยา    และยิ่งไม่ชอบให้กล่าวถึงข้อ ๒ ที่ว่าสามีต้องเข้าใจธรรมชาติของภรรยาที่เป็นผู้หญิง    ว่าภรรยาต่างจากสัตว์เลี้ยง   เพราะสัตว์เลี้ยงยิ่งเลี้ยงยิ่งเชื่อง แต่ภรรยายิ่งเลี้ยงยิ่งดุ    วิธีการพูดที่เข้าใจภูมิหลังของพวกเรา สร้างความสนุกสนานเฮฮามาก
          แม่งานหรือหัวหน้าทัวร์คือจันทพงษ์ ขึ้นมาเล่าเรื่องการจัดงานนัดพบและเที่ยวด้วยกันในรุ่นคราวนี้   แต่ก่อนจะเข้าเรื่องก็ต้องแก้ต่างคำพูดของสามีเสียก่อน    สร้างความสนุกสนานและทำให้เราได้เรียนรู้การปรับตัวเข้าหากันของคู่สามีภรรยาแต่ละคู่    ซึ่งเรารู้นิสัยใจคอกันดีทุกคน 
          เพื่อนๆ ส่วนใหญ่เขานั่งรถตู้มาเป็นกลุ่มๆ ๓ คัน   ของจันทพงษ์อีกคัน   และของทีมมยุรี ปัตตะพงศ์ (มาจากพิษณุโลก) อีก ๑ คัน   รวมรถตู้ ๕ คัน   ผมขับรถไปเอง   ชนาและวันชัยก็ขับไปเอง    วิเชียรเขามีวิธีแหย่ง่ายๆ ด้วยการจับประโยคเดียวของสุมิตร ว่าวันนี้ไม่สบาย เจ็บคอ    ถามว่าในรถตู้คันที่สุมิตร – ดวงตา (พงศ์หิรัญ - สิตตะไพโรจน์) นั่ง ใครพูดมากที่สุด   แค่นี้ก็ได้เรื่อง ได้หัวเราะสนุกสนาน เพราะสุมิตรลุกขึ้นมาสู้สุดฤทธิ์ ว่าตนเองไม่ใช่คนที่พูดมากที่สุด   จนต้องมีการถามพยานคนกลาง ได้แก่คนขับรถบ้าง เลขาช่วยงานของจันทพงษ์บ้าง    สรุปแล้วก็คือเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาสร้างเสียงหัวเราะ
          สลับด้วยการร้องเพลง มีคู่สามีภรรยาที่ร้องเพลงเก่งสามคู่ ได้แก่ สมชาย – สมใจ ชาญวิเศษ,   วรวิทย์ – จริยา ทัตตากร,  ทัยดี - กาญจนา    และมีการร้องเพลงเดี่ยว เพลงหมู่ ช่วยๆ กันไป    เพื่อสร้างความรื่นเริงบันเทิงใจ
          วิเชียรจัดให้เพื่อนสองคนที่มีสามีฝรั่ง   มาเล่าว่าพบกันและอยู่กันอย่างไร    คู่แรกคือ มิตรา (อินทุประภา) – Stuart Cassely ซึ่งเดิมอยู่ที่อังกฤษ หลัง retire และลูกชาย ๒ คนโตหมดแล้ว มาเป็นอาจารย์สอนที่ มฟล. สองปีแล้ว โดยมิตราสอนวิทยาศาสตร์สุขภาพ  Stuart สอนภาษาอังกฤษ    อีกคู่หนึ่งคือ นฤมล (ศรีสุธาพรรณ) – John Hargrove คู่นี้ John มาอยู่กับนฤมลที่เมืองไทยตลอด โดย John สอนภาษาอังกฤษ   เพื่อนสองคนนี้เรียนหนังสือห้องเดียวกับผมตั้งแต่เรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
          วิเชียรจัดให้เพื่อนที่อยู่อเมริกาและเดินทางมาร่วมงานนี้เล่าว่าตอนนี้ทำอะไร    ได้แก่ วลี หฤษฎางกูร ที่ ๑ ของรุ่น และเป็นอาจารย์นักวิชาการที่เก่งมาก   วิภาทร (อินทอง) จาระเวชสาร ที่หนีหนาวไปอยู่ที่รัฐฟลอริดา    เหมรัตน์ (ชัยสงค์) เชาวนาดิศัย ที่ไปๆ มาๆ ระหว่างสหรัฐกับเมืองไทย  
          เขยรุ่นที่ไปร่วมงานคราวนี้นอกจาก อ. หมอประเวศ  และสองฝรั่ง ยังมี (รศ. นพ.) วรวิทย์ ทัตตากร   คุณทัยดี วิศวเวช (สามีของกาญจนา)    นพ. โชคชัย (สามีของดวงตา) สิตตะไพโรจน์    คุณวิทยา (สามีของมยุรี) ปัตตะพงศ์    และพลอากาศเอกระวีวงศ์ (สามีของฉวีวรรณ) บุนนาค
          จันทพงศ์เตรียมกิจกรรมมาให้เพื่อนๆ สนุก    อย่างหนึ่งคือทายรูปถ่ายในงานแต่งงาน สมชาย – สมใจ ที่เป็นคู่แรกของรุ่น    มีเพื่อนที่เป็นผู้หญิง ๔ คนนั่งอยู่ เขาใช้คอมพิวเตอร์ลบหน้าออก เห็นแต่ทรงผม รูปร่าง เครื่องแต่งตัว    ให้ผมกับเพื่ออีก ๓ คนทายว่าเป็นใครบ้าง    ผมทายถูกคนเดียว   วิภาทรทายถูกหมด   นฤมลซึ่งเป็นคนตัวเล็กที่สุดในรูปบอกว่าจำตัวเองไม่ได้ ทายไม่ถูก    หลังจากนี้ผมหนีไปนอน เพราะตั้งสี่ทุ่มแล้ว   ทราบภายหลังว่าเขาเลิกเกือบห้าทุ่ม
          เพื่อนที่ไปร่วมงานชุมนุมรุ่น (ฉบับย่อ) คราวนี้ที่ยังไม่ได้เอ่ยชื่อ คือ ทัศนีย์ ตั้งประเสริฐ  และ สุนทรี สีุญเรือง    จะเห็นว่าผู้หญิง (ซึ่งมีเพียง ๑/๓ ของรุ่น) ไปร่วมเป็นส่วนใหญ่    สะใภ้รุ่นไปคนเดียว คืออมรา พานิช (รุ่น ๗๓)

 

๒๓ มีนาคม ๒๕๕๑
          เมื่อคืนนอนหลับเป็นตาย เมื่อยไปหมดจากการปีนเขาที่ช่องเขาขาด    ตื่นขึ้นมาผมออกไปวิ่งชมนกชมไม้ชมน้ำในบริเวณโรงแรมเฟลิกซ์ที่คุ้นเคย  พบว่าด้านหน้าโรงแรมมีนกปรอด หัวโขนมาร้องโต้ตอบกันเซ็งแซ่ เสียงร้องไพเราะมาก   ด้านหลังโรงแรมที่ติดกับแควน้อยเสียงนกกาเหว่าร้องโต้ตอบกันแต่ไกล   เสียงนกร้องนี้มี ๒ แบบ คือร้องบอกเขตแดนของตน กับร้องเรียกหาคู่ 
          ผมเปลี่ยนใจ จากแผนเดิมจะเดินทางกลับตั้งแต่เช้า เป็นขับรถไปสังขละบุรี ระยะทาง ๒๔๐ ก.ม.   เพราะเห็นว่าจันทพงษ์จัดที่ให้เราไปชมดีมาก    เรามักไม่รู้เรื่องราวของสถานที่เหล่านั้น   จริงๆ แล้วจุดหมายมีที่เดียว คือวัดวังก์วิเวการาม ของหลวงพ่ออุตตมะ หรือพระราชอุดมมงคล  ภิกษุชาวมอญที่เป็นที่รู้จักโด่งดัง    และชุมชนมอญที่อยู่ใกล้ๆ วัด
          ระหว่างทางเราแวะซื้อไส้อั่วนงเยาว์ ของกาญจนบุรี ซึ่งบรรจุในถุงสุญญากาศอย่างดี   และซื้อไส้กรอกอีสานเป็นสะเบียงไปด้วย   ปรากฎว่าได้ไส้กรอกอีสานกินเป็นอาหารเที่ยงตอนขับรถกลับ 
          เอาเข้าจริงผมก็ได้เที่ยวแถมมาอีกหนึ่งที่ คือพุน้ำร้อนหินดาด ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนและธารน้ำร้อนที่มีชื่อเสียง    เพราะเราขับรถแยกจากขบวน นำออกมาก่อน    เมื่อมาถึงทางเข้าหินดาด (มีป้ายบอกระยะทาง) เราจึงเลี้ยวเข้าไป   จึงพบว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติสำคัญ มีรถทัวร์และคนมาอาบน้ำร้อน    มีที่ให้เปลี่ยนเสื้อผ้า และที่ลงไปอาบแช่และว่ายน้ำร้อน    ผมลองเอามือแหย่ดู ก็อุ่นพอควร อาจจะถึง ๕๐ องศาเซลเซียส    มีนักท่องเที่ยวฝรั่งสวมชุดอาบน้ำลงเล่นน้ำมากมาย   คนไทยก็มี แต่ไม่มาก    หมออมรานั่งเอาขาแช่น้ำสักครู่ผมก็เร่งให้เดินทางต่อ เกรงจะพลัดกับคณะที่เดินทางมา

          เส้นทางไปอำเภอสังขละบุรีคดเคี้ยวและขึ้นลงเขา    ให้ความสนุกสนานในการขับรถคันใหม่ (Toyota Camry ๒.๐ G)    ถนนส่วนใหญ่ผิวเรียบ มีบางตอนที่ผิวไม่เรียบ    ต้องชมว่าสัญญาณถนนดีมาก ช่วยให้ความปลอดภัย 

          ในที่สุดเราก็พลัดจากคณะ เราหาคณะใหญ่ไม่พบ    แต่เราก็ได้กราบศพหลวงพ่ออุตตมะในโลงแก้ว    เดินชมในบริเวณวัดวังก์วิเวการาม และทำบุญรับหนังสือและวีซีดีชีวประวัติของหลวงพ่อ   และชมเจดีย์พุทธคยาซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ ๑ ก.ม.   เราถามทางไปชมสะพานไม้ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านมอญ    หมออมราจำได้ว่าเมื่อเรามาที่นี่ครั้งแรกเมื่อ ๑๖ ปีที่แล้วเราขับรถข้ามสะพานไม้นี้มายังวัด   เวลานี้เขาให้คนเดินข้ามได้แต่ห้ามรถทุกชนิดข้าม   เราซื้อข้าวเกรียบมอญมากิน คล้ายๆ ข้าวเกรียบว่าวที่เวลาปิ้งไม่พอง โรยงา อร่อยดี    คนขายเป็นผู้ชาย บอกว่าตนพูดได้ ๔ ภาษา คือมอญ ไทย กระเหรี่ยง และทวาย เพราะภรรยาเป็นทวาย 
          หลวงพ่ออุตตมะหรือพระราชอุดมมงคล ถือเป็นพระอริยะบุคคล   เกิดที่มะละแหม่ง พม่า ปี พ.ศ. ๒๔๕๓   http://th.wikipedia.org/wiki/หลวงพ่ออุตตมะ      บวชตอนอยู่ในพม่าตั้งแต่เป็นเณรเมื่ออายุ ๑๘  บวชพระในพม่าเมื่ออายุ ๒๓ ปี หลังจากสึกจากเณรไปทำงานรับใช้ดูแลพ่อแม่    มาอยู่เมืองไทยครั้งแรกที่ราชบุรี   แล้วไปอยู่ที่สังขละปี ๒๔๙๒ สร้างวัดวังก์วิเวการาม ที่บริเวณสามประสบ อ สังขละบุรี  ปี ๒๔๙๙    ต่อมาเมื่อปิดเขื่อนเขาแหลมในปี ๒๕๒๗ น้ำท่วมวัดเดิมจึงรื้อส่วนที่รื้อได้มาสร้างใหม่ในที่ปัจจุบัน
          ท่านได้รับยกย่องเป็นเทพของชาวมอญ  เป็นพระเกจิอาจารย์ที่คนต้องการ วัตถุมงคลกันมาก   
          สะพานไม้อุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้ยาวที่สุดในประเทศไทย ยาว ๙๐๐ เมตร  ข้ามแม่น้ำซองกาเลีย เชื่อมหมู่บ้านมอญกับอำเภอสังขละบุรี 
          หลวงพ่อถึงแก่มรณภาพ ที่โรงพยาบาลศิริราช ปี ๒๕๔๙ พรรษา ๗๓   หนังสือชีวประวัติหลวงพ่ออ่านสนุกมาก    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องตอนธุดงค์ในป่า    เรื่องราวของท่านอ่านระหว่างบรรทัดได้ซึมซับความไม่ยึดติด และความเป็นคนชอบการเรียนรู้   การเดินทางและธุดงค์ของท่านเป็นการเรียนรู้อย่างดียิ่ง 
          แม้จะพลัดหลงกับหัวหน้าทัวร์ เราก็ได้ชมทุกอย่างตามโปรแกรม ยกเว้นไม่ได้ลงเรือล่องทะเลสาบไปชมโบสถ์ใต้น้ำ   ของวัดเก่าที่โดนน้ำท่วม เพราะเราเห็นว่าแดดร้อนเปรี้ยง    เราคิดว่าการล่องเรือให้สนุกและได้สุนทรีย์ต้องตอนเช้ามืดหรือตอนเย็นใกล้ค่ำ
          ระหว่างเดินทางกลับกรุงเทพ เราแวะซื้อยอดผักหวานป่า กะเอามาแกงจืด   ซึ่งก็ได้กินสมใจ    และได้ความรู้ว่ายอดผักหวานป่าหน้าแล้งมันไม่อ่อนไม่อวบ กินไม่อร่อย   เราแวะอุดหนุนสินค้าพื้นเมือง    หมออมราทำหน้าที่คนนำทาง อ่านแผนที่บอกทางอย่างชำนาญ โดยย้อนทางเดิมที่ขับเมื่อวาน คือจากสังขละบุรีมาตามถนน ๓๒๓   จนถึงสี่แยกแก่งเสี้ยนจึงเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเลี่ยงเมือง   และเลี้ยวซ้ายเข้าถนน ๓๒๔ ที่สี่แยกวังสารภี ไปทางสุพรรณบุรี จนถึงพนมทวนก็เลี้ยวขวาเข้าถนน ๓๔๖ ผ่านกำแพงแสน บางเลน    จนมาชนถนน ๓๔๐ ที่สี่แยกนพวงศ์ ก็ถูกบังคับเลี้ยวซ้ายไปยูเทิร์น   เกาะเส้นทางไปปทุมธานีจนถนนสาย ๙ กับ ๓๔๕ ทับกัน   เรายึดเส้น ๓๔๕ ทางไปปทุมจนพบป้ายบอกทางไปสะพานพระราม ๔ สู่ปากเกร็ด

          กลับถึงบ้าน ๑๘.๑๕ น.   รวมระยะทาง ๗๗๐ ก.ม.   
 
วิจารณ์ พานิช
๒๗ มี.ค. ๕๑

บันทึกเพิ่มเติม ๒๘ มี.ค. ๕๑

ผมเพิ่งอ่านหนังสือชีวประวัติของหลวงพ่ออุตตมะจบเดี๋ยวนี้เอง   ประทับใจในความสามารถและความดี ความบริสุทธิ์ ของท่านอย่างที่สุด    และได้รับรู้ "ภูมิปัญญา" ตะวันออกมากมาย   ทั้งเรื่องยาสมุนไพร  จิตวิทยา  ความผูกพันในมิตรภาพ  อุบายสร้างความสามัคคีระหว่างเชื้อชาติ  และตำราโลกวิทู ซึ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่งหรือระบบนิเวศนั่นเอง  

วิจารณ์ พานิช

          

ภายในอุโบสถวัดกุโสดอ พร้อมมิตรสตูดิโอ ช่องเขาขาด

ภายในอุโบสถวัดกุโสดอ พร้อมมิตรสตูดิโอ

ช่องเขาขาด

 

ทางรถไพเลียบหน้าผาและแม่น้ำแควน้อยที่หน้าถ้ำกระแซ รายการแหย่สุมิตร โปรดสังเกตท่าหัวเราะของทุกคนในภาพ

ทางรถไฟเลียบหน้าผาและแม่น้ำแควน้อยที่หน้าถ้ำกระแซ

รายการแหย่สุมิตร โปรดสังเกตท่าหัวเราะของทุกคนในภาพ

น้ำพุร้อนหินดาด  
น้ำพุร้อนหินดาด

อนุสรณ์สถานที่เก็บศพท่านอาจารย์อุตตมะในโลงแก้วให้ผู้คนไปกราบไว้บูชา 

 

   
รูปท่านอาจารย์อุตตมะ  สะพานอุตตมานุสรณ์ สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย