เมื่อมูลนิธิข้าวขวัญ ซึ่งทำหน้าที่ร่วมกับชาวนาพัฒนาปรับปรุงและอนุรักษ์พันธุ์ข้าวไทยมาอย่างยาวนาน ได้ร่วมมือกับสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.) จัดโครงการ "ส่งเสริมการจัดการความรู้ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน จ.สุพรรณบุรี" ทำให้เจ้าหน้าที่ของสองสถาบันต้องทำงานอย่างหนักในการกระตุ้นให้ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการเกิดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้ถูกเรียกว่า "โรงเรียนชาวนา"
ข้อนี้เองที่ทำให้มูลนิธิข้าวขวัญและ สคส. ร่วมมือกันในการใช้ "การแลกเปลี่ยนเรียนรู้" เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูองค์ความรู้ที่อยู่แล้วดั้งเดิม แต่หล่นหลายไปหลังจากการส่งเสริมการใช้สารเคมีในการทำนา กระทั่งพันธุ์ข้าว และวิธีการผลิตที่เอื้ออาทรต่อธรรมชาติหายไป
"โรงเรียนชาวนา" เป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้โครงการดังกล่าว เพื่อรวบรวมกลุ่มชาวนา ใน 5 พื้นที่ รอบๆ จังหวัดสุพรรณบุรี ในการศึกษาเรียนรู้ถึงระบบของธรรมชาติในแปลงนา และใช้วิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันภายในกลุ่มเพื่อหาแนวทางร่วมกันในการพัฒนาการทำนาของตน โดยหวังให้หลุดพ้นจากการที่ถูกครอบงำทางความคิด ของการโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องของการใช้สารเคมีที่สร้างผลกระทบต่อระบบสุขภาวะของคนและระบบนิเวศ
จุดเริ่มต้นของ "โรงเรียนชาวนา" เกิดขึ้นภายใต้การทบทวนอดีตที่เจ็บปวดของชาวนาหลังจากตกเป็นหนี้สิน จากการหลงเป็นธาตุสารเคมีอย่างไม่มีทางเลือก เมื่อมีคนในเครื่องแบบน่าเลื่อมใสมาส่งเสริมให้พวกเขาใช้สารเคมี และพันธุ์ข้าวที่อ้างว่าได้คัดมาดีแล้วเหมาะสมกับชาวนาไทย
แต่ผลก็คือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสารเคมีที่มีจำนวนสูงขึ้นทุกที เพื่อตอบสนองความต้องการของต้นข้าวพันธุ์ส่งเสริม ทำให้เกิดปัญหา เพราะยิ่งทำมากก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายมาก ดินแข็งมากขึ้น ซึ่งทำให้ต้องยิ่งใส่ปุ๋ยเคมีมากขึ้น มิหนำซ้ำยิ่งใช้ยาฆ่าแมลงมาก สิ่งมีชีวิตในนาก็ตายหมด การควบคุมกันเองในระบบนิเวศขาดวงจร
สิ่งที่ตามมา คือ หนี้สินที่เพิ่มพูนขึ้น ซึ่งหากไม่มีการทบทวนหาสาเหตุ ชาวนาไทยต้องประสบภาวะล้มละลาย แล้วล้มหายตายจากสังคมไทยไปในที่สุด
ดังนั้น บทเรียนที่สำคัญของนักเรียนชาวนา คือ การลด ละ และเลิกใช้สารเคมีในระบบเกษตรทั้งหมด
"เมื่อทบทวนอดีตแล้วกลุ่มชาวนาได้บทสรุปร่วมกันว่า หัวใจสำคัญของการทำนา คือเรื่องเมล็ดพันธุ์ การเตรียมดิน ปุ๋ย และจุลินทรีย์ จึงตัดสินใจหันหลังให้กับการทำนาแบบพึ่งสารเคมี แล้วมาเข้าโรงเรียนชาวนา" เจ้าหน้าที่มูลนิธิขวัญข้าวบอกเล่า
โรงเรียนชาวนาจะทำการเรียนการสอน โดยแบ่งกลุ่มกันเองตามสภาพพื้นที่การทำนา ซึ่งแบ่งเป็น 5 พื้นที่ คือ ต.บ้านโพธิ์,บ้านลุ่มบัว อ.เมือง บ้านหนองแจง อ.ดอนเจดีย์ บ้านสังโฆ,วัดดาว อ.บางปลาม้า และพื้นที่บ้านดอน,ยางลาว อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี และนัดแนะพบปะกันใต้ร่มไม้ปลายนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้จากการปฏิบัติจริงทุกๆ สัปดาห์"
"แต่ละกลุ่มหมุนเวียนไปตามแปลงนาของสมาชิก 2 ฤดูกาลทำนาที่ผ่านพ้นมา พวกเขาได้เรียนรู้กันถึง 2 หลักสูตร หลักสูตรแรกคือ "การจัดการศัตรูพืชโดยชีววิธี" และที่กำลังเรียนรู้กันอยู่ในฤดูกาลนี้ คือ "การปรับปรุงดินโดยไม่ใช้สารเคมี" ก่อนที่จะไปเรียนรู้หลักสูตรสำคัญที่ยากยิ่งขึ้น คือการคัดพันธุ์ข้าวด้วยตนเอง"
จากการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงควบคู่กันไปทำให้ชาวนาที่แม้ไม่ได้ร่ำเรียนผ่านระบบการศึกษาใดๆ ได้สั่งสมองค์ความรู้ไว้มากมาย กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำให้องค์ความรู้เหล่านี้เกิดการเคลื่อนย้ายถ่ายเทจากชาวนาคนหนึ่ง ไปยังชาวนาอีกคนหนึ่ง รวมถึงความรู้ที่มูลนิธิข้าวขวัญไปเสาะหามาร่วมกันเรียนรู้
"ยายปิ่นทอง" หญิงชาวนาชรา คือหนึ่งในชาวนาที่ผ่านการลองผิด ลองถูกมาแล้วหลายครั้ง กระทั่งพบว่าหนทางรอดของชาวนามิใช่การพึ่งพายาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมี หากแต่เป็นการทำนาที่เอื้ออาทรต่อธรรมชาติ และวัฒนธรรมการเคารพบูชาแม่ธรณี-แม่โพสพ ที่ตนดำเนินมาโดยตลอด มิใช่เรื่องงมงาย แต่เป็นความเชื่อที่เชื่อมโยงวิถีการทำนาที่สอดคล้องกับธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างแยบยล
ไม่เฉพาะการเรียนรู้เรื่องลด เลิก ใช้สารเคมีจากโรงเรียนชาวนาเท่านั้น ยายปิ่นทอง ยังเชื่อมโยงวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปหลังจากการผลิตแบบเร่งด่วน ให้กลับเข้ามาเป็นวิถีชีวิตของชุมชนเหมือนเดิม
ยายปิ่นทองเล่าว่า การเกี่ยวข้าวในสมัยก่อนจะมีความสัมพันธ์กับระบบการเพาะปลูก มีการลงแขกเกี่ยวข้าวเป็นการช่วยกันเอาแรงกัน หรือหากคิดเป็นค่าจ้าง เมื่อก่อนจะจ่ายเป็นข้าว เช่น แปดระดับชักสอง(คำว่าระดับในที่นี้หมายถึงการเกี่ยวข้าวที่เต็มกำมือผู้ใหญ่ให้ได้ห้ากำมือจะเท่ากับหนึ่งระดับ ถ้าเกี่ยวได้แปดระดับก็จะได้ค่าจ้างสองระดับ) มีการพูดคุยกระเซ้าเย้าแหย่จนเกิดเป็นการละเล่น เป็นบทเพลงในท้องทุ่งสร้างความสนุกสนาน ช่วยผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก ตกเย็นก็จะมีการนำฟ่อนข้าวมาที่ลานโดยบรรทุกมาทางเกวียนหรือทางเรือ หากเป็นที่นาลึก
กลางคืนชาวบ้านจะจุดตะเกียงจ้าวพายุให้แสงสว่างนวดข้าวในลานโดยใช้แรงงานวัว ควาย ทำอย่างนี้จนกว่าข้าวจะหมด ข้าวที่ได้ก็จะตักใส่ไว้ในยุ้ง หากจะขายก็มีพ่อค้า มาซื้อจากยุ้ง หากชาวบ้านไม่พอใจในเรื่องราคา ชาวบ้านก็จะเกี่ยวข้าวเอาไว้ก่อน ผักหญ้าก็เก็บเอาจากหนอง คลอง บึง อาหารสดก็มาจากแม่น้ำที่เมื่อก่อนยังมีความสมบูรณ์อยู่มาก...
"วิถีชีวิตชาวนาแบบนี้ห่างหายไปนาน แต่ปัจจุบันวิถีดั้งเดิมแบบนี้ได้เริ่มกลับมาแล้ว"
ไม่เฉพาะยายปิ่นทองเท่านั้นยังมีอีกหลายคน หลายกลุ่มที่กลับมาตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งใกล้ตัว เลิกหลงเชื่อกับคำโฆษณาใดๆ จากคนในเครื่องแบบและอาเจ๊กร้านขายสารเคมี
ชาวนาหญิง-ชายเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงตัวเองจากที่ไม่เคยลงไปตรวจตราในแปลงนาของตนเลยว่ามีสิ่งมีชีวิตอะไรอาศัยอยู่บ้าง ตัวใดเป็นมิตร ตัวใดเป็นศัตรูข้าว ในอดีตถึงเวลาฉีดยาก็จ้างคน ถึงเวลาใส่ปุ๋ยก็จ้างคน ถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็จ้างคน
สิ่งสำคัญที่ทำให้คนกลุ่มนี้กลับลำหันมาเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ที่ปลดแอกตัวเองจากการเป็นทาสสารเคมี เคารพและความศรัทธาต่อจิตวิญญาณทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นแม่โพสพ แม่ธรณี แม่คงคา รวมทั้งประเพณีที่ดีงามต่างๆ ที่เคยมีอยู่ในชุมชน ให้กลับมาสร้างความหมายและพลังขึ้นใหม่ในปัจจุบัน คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่มกัลยาณมิตรกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า
การแลกเปลี่ยนพูดคุยล้วนสร้างความมั่นใจให้ชาวนา และการลงมือปฏิบัติการจริงในทุ่งนา ทำให้เกษตรกรรับความคิดใหม่ได้ง่ายและเคลื่อนขยายกลุ่มได้เป็นอย่างดี
การศึกษาระบบเกษตรกรรมที่เป็นรากฐานสำคัญของชุมชนที่จะใช้เป็นแนวทางพัฒนาชุมชนนั้นควรเป็นการศึกษาที่เกิดจาก "กระบวนการอย่างมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่นนั้นๆ" ที่มีความเข้าใจชุมชนตนเองอย่างดี
ที่สุดชุดภูมิความรู้ที่เกิดจากชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางการพึ่งตนเอง กลับเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาระบบเกษตรกรรม ที่เป็นฐานทรัพยากรหลักของชุมชน ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่หลอกลวง
ได้มีโอกาสไปเยี่ยมที่ทำการมูลนิธิคราวหนึ่งครับ ประทับใจในความตั้งใจของทีมงานครับ
ที่ได้ความรู้ใหม่จากที่นี่ คือการเพาะข้าวโดยการแกะเปลือกข้าวออก
ขอให้เครดิต คุณณรงค์ อ่วมรัมย์ ผู้เขียนที่แท้จริงค่ะ