การที่จะบอกว่าทุนใดเป็นทุนสาธารณะ ((Public Capital)) หรือทุนส่วนตัว/เอกชน (Private Capital) นั้นก็ต้องอาศัยการเสียสละ การมีจิตสาธารณะ และสำนึกถึงต้นตอของทุนที่ตนเองครอบครองอยู่นั้นว่าเป็นมาอย่างไร อันนี้ก็อาศัยการทบทวนตัวเองได้เท่านั้น จากทุนส่วนตัว/เอกชนก็จะเป็นทุนสาธารณะได้

     นานมาแล้วได้เคยอ่านเจอที่ ดร.ฉวีวรรณ สายบัว เขียนไว้ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2546 เรื่องทุนทางสังคม โดยท่านบอกว่าในบ้านเราเองก็มีการกล่าวอ้างหรือพูดถึง "ทุนทางสังคม" (Social Capital) กันมาก โดยเฉพาะในหมู่นักสังคมวิทยา นักเศรษฐศาสตร์สถาบัน นักวิชาการ/ปัญญาชนอื่นและคนทำงานกับสังคม GOs และประชาชนคือบรรดาคน NGOs ทั้งหลาย โดยการกล่าวอ้างหรือพูดถึงทุนทางสังคมมักเป็นไปในทำนองว่าบ้านเรา/ประเทศไทยเรามีทุนทางสังคม หรือมีทุนทางสังคมสะสมเอาไว้มาก (Stock of Social Capital) และเรียกร้องให้มีการส่งเสริมการลงทุนในทุนทางสังคมกันให้มาก (Social Capital Investment)

     สำหรับเรื่องทุนที่ว่าผมมักจะเน้นทุกทุน ที่เป็นทุนสาธารณะ (Public Capital) ซึ่งหมายถึงทุนที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้เพื่อใช้และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Maximize Utilization) ร่วมกัน ความเชื่อในเรื่องนี้จนทำให้ผมสนใจเรื่องการทำแผนที่ทุน (Capital Mapping) ดังภาพแผนที่ความคิดที่เห็น อะไรคือทุนสาธารณะบ้าง เป็นประเด็นที่น่าคิด ผมเพียงนึกขึ้นมาได้ว่ายังมีอีกมากที่เป็นทุนสาธารณะ เพียงแต่เราอาจจะยังให้ความสำคัญไม่ถึง หรืออาจจะละเลยไปอีกหลายส่วน เอาเพียงสักเรื่องหนึ่งที่เป็นตัวอย่างลึก ๆ ที่จะให้เห็นว่าเป็นทุนสาธารณะด้วย สิ่งนั้นที่ว่าคือ "ความคิด ประสบการณ์ และปัญญา" ของคน เพราะการที่คน ๆ หนึ่งจะเกิดความคิดดี ๆ คงจะต้องอาศัยประสบการณ์ และก่อเกิดเป็นปัญญาได้นั้น คน ๆ นั้นได้เสพเอาข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ และปัญญาของคนอื่น หรือสิ่งอื่น ๆ ที่อยู่รายรอบตัวเอง หากที่ต้องเสียทรัพย์เพื่อให้ได้มาก็มีอยู่ไม่น้อย แต่เชื่อว่าน้อยกว่าที่ได้มาโดยไม่ได้เสียทรัพย์อะไรไปเป็นการส่วนตัว ฉะนั้นสิ่งนี้จึงควรเป็นทุนสาธารณะ

(คลิ้กเพื่อดูภาพขยาย หรือดาวน์โหลดไปได้เลย)

     การที่จะบอกว่าทุนใดเป็นทุนสาธารณะ ((Public Capital)) หรือทุนส่วนตัว/เอกชน (Private Capital) นั้นก็ต้องอาศัยการเสียสละ การมีจิตสาธารณะ และสำนึกถึงต้นตอของทุนที่ตนเองครอบครองอยู่นั้นว่าเป็นมาอย่างไร อันนี้ก็อาศัยการทบทวนตัวเองได้เท่านั้น จากทุนส่วนตัว/เอกชนก็จะเป็นทุนสาธารณะได้ และหากเมื่อพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ก็จะมองผลตอบแทนของทุนที่เป็นทุนสาธารณะคือสวัสดิการ และผลตอบแทนของทุนส่วนตัว/เอกชนก็คือดอกเบี้ย มาถึงตรงนี้มีเรื่องอีกยาวที่จะเกี่ยวข้องและโยงถึง แต่จะขอทิ้งประเด็นไว้เพียงนี้ว่า การจัดสวัสดิการชุมชนในเรื่องต่าง ๆ ของแต่ละชุมชน/แต่ละประเด็น หากได้มาจากการทำแผนที่ทุนในขั้นต้นเสียก่อน จากนั้นคิดหาวิธีการใช้ประโยชน์จากทุนนั้นในส่วนที่เป็นทุนสาธารณะให้เกิดสวัสดิการสูงสุด

     กรณีตัวอย่างที่จะยกขึ้นคือการที่ ศวพถ.ได้ไปช่วยเพื่อนของเราที่บ้านวังเลน ในการประชุมสัญจรของคณะกรรมการบริหาร เมื่อวันที่ 8-9 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมา เราพบว่าบ้านวังเลนมีกองทุนและกิจการของชุมชนในเรื่องต่าง ๆ มากมาย นับรวมกันแล้วคิดเป็นมูลค่าประมาณ 50 ล้าน (เพียงหมู่บ้านเดียว และนับเฉพาะกองทุนหรือกิจการเท่านั้น) ซึ่งที่นี่ไม่ได้มีการทำแผนที่ทุนมาก่อน พอเริ่มคิดก็เริ่มเห็น บวกกับที่บ้านวังเลนมีเขื่อนวังเลนที่ตอนนี้ได้สูญเสียความมั่นคงทางด้านอาหารของชุมชนไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำให้เกิดน้ำเสีย คนต้นน้ำใช้ประโยชน์ไม่ได้ คนปลายน้ำก็ได้รับผลกระทบ คนที่ได้รับผลประโยชน์กลับกลายเป็นบริษัทที่ขายอาหารปลากระชัง ซึ่งไม่ทราบว่าบ้านเขาอยู่ที่ไหน ที่แน่ ๆ เขาไม่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำจากเขื่อนนี่เลย การใช้เครื่องมือคือการทำแผนที่ทุน ต่อด้วยการสร้างประเด็นร่วมเพื่อการจัดสวัสดิการชุมชนรวม นำไปสู่ความพร้อมเพรียงของการมองประเด็น "ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ" ได้สูญเสียไปมากแล้ว น่าจะเป็นหนทางในการแก้ไขและฟื้นฟูเขื่อนวังเลนแห่งนี้ให้กลับมาดั่งเดิมได้ในที่สุด

     บันทึกนี้เป็นการเชิญชวนให้เรามาช่วยกันทำแผนที่ทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อความพอเพียงของการพัฒนา ที่จะเป็นการพัฒนาอย่างแท้จริง ไม่ใช่การพัฒนาเบื้องหน้าที่ได้ทิ้งการทำลายล้างไว้เบื้องหลังอยู่ร่ำไปอย่างทุกวันนี้