สถิติวิจัย

กรอบแนวทางและมาตรฐานการวิจัย

                ข้อพิจารณาเบื้องต้น

1.       มีใครทำหรือยัง (ถ้าทำซ้ำ เรามีเหตุผลที่แตกต่างอย่างไร)

2.       ดีกว่าวิจัยเดิมอย่างไร

3.       ใช้สถิติขั้นสูงหรือไม่ (MANOVA, ANCOVA, Factor analysis, Cluster analysis)

-          ในการเขียน บทที่ 1  บทนำ/ ภูมิหลัง ควรประมาณ  6     

-          บทที่  2  การทบทวนวรรณกรรม  ควรเป็นปัจจุบันไม่ควรอ้างผลงานวิชาการที่เกิน 5 ปี

ยกเว้น ตำรา หรือ ทฤษฏี

                ข้อคำนึง:  การวิจัยในคนไม่นิยมวัดความรู้  แต่ควรวัดความคิดและสติปัญญาของผู้เรียน

มากกว่า  หรือวัดค่านิยม (สิ่งที่มีคุณค่าที่นำมายึดถือปฏิบัติ)  โดยการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

4.       การวิจัยนั้นต้องมีตัวแปร  2 ตัว คือ ควรทำเชิงทดลองที่ต้องมีกลุ่มเปรียบเทียบ (ห้ามทำกลุ่ม

เดียวในระดับ ปริญญาเอก)

5.       ในบทที่ 1 สิ่งที่ขาดส่วนใหญ่ คือ กรอบแนวคิดการวิจัยควรสร้างผังหรือรูปแบบภูมิปัญญา

เอาทฤษฏีของใครมาใส่เป็นกรอบแม่แบบเราประยุกต์อะไรเข้าไป         

6.       ในบทที่  2 ต้องสอดคล้องและตรงตามกรอบแนวคิดการวิจัย

7.       ในบทที่  3  ถ้าเป็นการพัฒนาหลักสูตร หน้าที่เราคือ จัดวิธีการให้เขาเรียน ให้เขาเรียนรู้

ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งคนอื่น ผู้เรียนควรมีส่วนร่วม มีการเรียนเป็นกลุ่ม ซึ่ง การเรียนร่วมกัน

ภาษาอังกฤษ คือ Collaborative หรือ Co-operation ทั้งสองคำเรียกว่า “Learning” ถ้าร่วมกับชาวบ้าน

เรียกว่า Parcipatary  approach 

ตัวอย่าง  การพัฒนาหลักสูตรสิ่งแวดล้อม  ต้องทำ 2 กลุ่ม เพื่อดูประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล

ซึ่งอาจเป็นการเปรียบเทียบผลของการเรียนรู้ ระหว่าง  2  วิธี เช่น ประสิทธิผลของเขาเพิ่ม ของเราก็

เพิ่มแต่ประสิทธิภาพเราดีกว่า เป็นต้น

        นอกจากนั้นในบทที่ 3 ต้องพิจารณาว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัยหรือไม่ มีเครื่องมือ

อะไร สามารถวัดตัวแปรแบบไหน เป็น Rating Scale (มาตรวัดประมาณค่า) โดยทั่วไปจะมี 5 ระดับ

 (มากที่สุด มาก กลาง น้อย น้อยที่สุด) มีการวัดความตรงความเที่ยงหรือไม่

ส่วนการตั้งสมมุติฐาน อย่าตั้งไว้แล้วไม่มี การทดสอบทางสถิติ โดยทั่วไปจะตั้งวัตถุประสงค์ว่า

เพื่อศึกษา…….” หรือ เพื่อเปรียบเทียบ....

-          เพื่อศึกษา นิยมใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics)

-          เพื่อเปรียบเทียบ นิยมใช้สถิติเชิงอนุมาน(Inferential  Statistics)

ในบทที่  4 ผลการวิจัย สำหรับการนำเสนอให้กลับไปคิดว่าตัวแปรเรามีมาตรวัดเป็น Nominal Ordinal Interval  หรือ Ratio Scale  เช่น

-          ถ้าวัดเป็น คะแนน  เรียก “Interval Scale”

-          ถ้าวัดเป็น 5 ระดับ ตามบทที่ 3 (ที่กำหนด  5 =  มากที่สุด  4= มาก  3= ปานกลาง         2= น้อย 1= น้อยที่สุด)

ซึ่งเป็นการให้ความเข้มที่ตีค่าได้ (Intensity)  ให้เอาข้อมูลชุดนี้มาหาค่าเฉลี่ย  และกำหนด

เกณฑ์แปลผล คือ 

                ค่าเฉลี่ย                 4.51 – 5.00          เท่ากับ    มากที่สุด

                                             3.51 – 4.50                      มาก

                                             2.51 – 3.50                     ปานกลาง

                                             1.51 – 2.50                     น้อย

                                             1.00– 1.50                     น้อยที่สุด

                กรณีตีค่าไม่ได้  ให้ใช้ค่าความถี่ (Freqvency) หรือร้อยละ (% )

                ข้อพิจารณา  : ก่อนวิเคราะห์ข้อมูลหรือนำเสนอข้อมูล ให้คิดก่อนว่าเราเชื่อแบบที่ตีค่าได้

หรือแบบตีค่าไม่ได้  ซึ่งการแปลผลสามารถทำได้ทั้ง  2 วิธี โดยการทดสอบความต่างอาจใช้ t-test,

z-test  หรือคำนึงถึงว่าเป็นการเลือกใช้สถิติแบบพาราเมตริก  ถ้าไม่เป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้นก็

เลือกใช้สถิติใช้พาราเมตริก (Non-parametric)   

                ในบทที่ 5  การอภิปรายผล/ สรุป/ ข้อเสนอแนะ ไม่ควรลอกจากบทที่ 4 มาทั้งหมด ควรอภิปรายว่าพบอะไร สิ่งที่ศึกษามีใครเหมือนเราต่างจากเรา ถ้าเหมือนมีความเหมือนกันอย่างไร หรือสอดคล้องแตกต่างอย่างไร และตอบคำถามว่า แล้วทำไมท่านพบแบบนั้น ต้องมีเอกสารอ้างอิง (Reference)  ไม่คิดส่วนตัวเอาเอง โดยการทบทวนวรรณกรรม (Review) ต้องมีของต่างประเทศอย่างน้อย 5 เรื่อง ที่ทันสมัย  รวมทั้งการรายงานผล p-vale ควรรายงาน 3 ตำแหน่งเพื่อความปลอดภัย เช่น p-vale = 0.049