SHATTERED GLASS ( แช็ตเตอร์ด กลาส ล้วงลึกจอมลวงโลก)
เรื่องย่อ......
เรื่องราวการเปิดโปงของนักข่าวที่นั่งเทียนเขียนข่าวอย่าง สตีเฟ่น กลาส ของนิตยสารของนิตยสารฉบับหนึ่งและเขาก็ยังเป็นนักเขียนอิสระให้กับหนังสือฉบับอื่น ๆ อีกด้วย บทความของ กลาส ทำให้เขากลายเป็นนักข่าวรุ่นเยาว์ที่มีคนต้องการตัวมากที่สุดในวอช์งตัน แต่เรื่องราวก็กลับไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด ซึ่งส่งผลให้เส้นทางอาชีพการเป็นนักเขียนของตนเองต้องติดขัดทันที
การเปิดโปงนักข่าวที่นั่งเทียนเขียนข่าวอย่าง สตีเฟ่น กลาส (เฮเด็น คริสเต็นเซ่น) จากสำนักข่าว เดอะ นิว รีพับลิค เขายังเป็นนักเขียนอิสระให้กับ โรริ่ง สโตน และเป็นนักเขียนประจำนิตยสารทางการเมืองและนักเขียนอิสระด้านโฆษณา ในช่วงกลางยุค 90 บทความของเขาได้นำ สตีเฟ่น กลาส ไปสู่การเป็นหนึ่งในนักข่าวหนุ่มที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในวอชิงตัน แต่ห่วงโซ่ประหลาดของบทความหนึ่งของ สตีเฟ่น กลาส กลับทำให้หน้าที่การงานของเขาหยุดชะงักลง "Shattered Glass" เป็นกรณีศึกษาของคนที่มีทั้งพรสววรค์และรอยมลทินในเวลาเดียวกัน หนังยังให้เราลองมองลึกเข้าไปในอาชีพที่สูงส่งที่สุด ที่ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพอันมีค่าของเราโดยการเปิดเผยความจริงแต่ จะเป็นอย่างไรหากความจริงเหล่านั้นได้กลายเป็นคำถามให้ต้องคิดขึ้นมา
*******************************
วิเคราะห์
Shattered Glass
นั่งเทียนเขียนข่าว ทางลัดสู่ความเป็นดาวรุ่ง…ในวิชาชีพ
คนเป็นนักข่าว.. ….ชีวิตก็คงจะวนเวียนอยู่กับกิจกรรมไม่กี่อย่าง
..คิดประเด็น -วิ่งหาข่าว- สัมภาษณ์แหล่งข่าว- ประชุมข่าว - เขียนข่าว…
ถ้าหากจะหาภาพยนตร์ที่สะท้อนภาพชีวิตของคนทำงานในวิชาชีพนี้ออกมา ที่เราๆดูแล้วเอ่ยปากว่า”ใช่เลย” จะมีอยู่สักกี่เรื่องกันไม่ต้องพูดถึงละครหรือหนังไทย ที่หลายเรื่องมักประดิษฐ์ภาพลักษณ์ของคนทำข่าวบนหน้าจอให้ออกมาแบบประดักประเดิด เว่อร์และเลี่ยนเกินกว่าที่นักข่าวตัวจริงเสียงจริงจะรับกันได้
Shattered Glass หรือล้วงลึกจอมลวงโลก ภาพยนตร์ปี 2003 เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดการทำงานของคนข่าวออกมาในแบบที่ดูแล้วให้ความรู้สึกเชื่อ รู้สึกเลยว่า “ใช่” ภาพที่เห็นกองบรรณาธิการของThe New Republic ประชุมกันในหนังนั้นไม่ได้ต่างจากเวลาที่กองบก.ข่าวบ้านเราประชุมกันเท่าไหร่ ไม่ว่าไทยหรือฝรั่ง วัฒนธรรมการทำข่าวก็คงไม่หนีกันไปไหน ที่การระดมสมองในที่ประชุมเป็นเสมือนเวทีแสดงความสามารถของนักข่าว ทุกคนต่างต้องนำเสนอประเด็นข่าวที่คิดว่าโดดเด่นและโดน เพื่อให้เมื่อตีพิมพ์ออกไปจะได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากที่สุด ดังนั้น เราจึงได้เห็น Stephen Glass (แสดงโดย Hayden Christensen) ตัวเอกของเรื่องเสนอประเด็นข่าว ที่หวือหวา มีสีสัน และน่าสนุกจนเพื่อนร่วมงาน รวมถึงบ.ก.ต่างหัวเราะชอบใจกับการช่างคิดประเด็นพร้อมๆกับทึ่งในความเป็นอัจฉริยะของเขา โดยหารู้ไม่ว่าบทความที่จะตีพิมพ์ออกมานั้น มีส่วนของความจริงเจือปนอยู่เพียงน้อยนิดและบางครั้งก็ไม่มีเลย เพราะเชื่อว่าข่าวคือศิลปะจับพฤติกรรมมนุษย์และข่าวจะเด่นได้ก็ด้วยความแปลก
อย่างที่หนังได้เปิดตัวของ Glassและความคิดของเขา เมื่อตอนต้นเรื่อง เพราะเชื่อว่า ถ้าหากเล่นข่าวนโยบายหรือข่าวกระแสเหมือนคนอื่นๆ คงไม่ดังแน่ๆ เขาจึงใช้ทางลัดเดินไปสู่การเป็นดาวรุ่งในวิชาชีพด้วยการนั่งเทียน กุข่าวหรือเต้าข่าว หรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่…
ซึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จด้วยวัยเพียง 24 นอกจาก The New Republic เขายังได้เขียนบทความให้กับแม็กกาซีนชื่อดังอีกหลายฉบับเช่น Rolling Stone,Harper’s และ George , Stephen Glass เป็นนักข่าวที่ทำให้เพื่อนร่วมงานเกิดความรู้สึกอิจฉาและอยากเป็นอย่างนั้นบ้างเขาเป็นลูกศิษย์ซึ่งอาจารย์ภาคภูมิใจและเป็นแม่แบบของรุ่นน้องในสถาบันการศึกษาที่จบออกมา
แต่ความรุ่งโรจน์ของเขาก็เกิดขึ้นเพียงแค่ 3 ปี (1995-1998) และจบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อมีการตรวจสอบความจริงของข่าวที่เขาเขียน โดยคนในแวดวงเดียวกันนั้นเอง
Shattered Glass สร้างขึ้นบนพื้นฐานจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในปี 1998
The New Republic เป็นแมกกาซีนทางการเมืองที่ได้รับการยอมรับในอันดับต้นๆ จัดว่าเป็นหนังสือของพวกหัวก้าวหน้าในอเมริกา ดังนั้น ข่าวและบทความทุกชิ้นที่เผยแพร่ออกมาจึงได้รับความคาดหวังจากผู้อ่านว่าต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ แต่เมื่อมีสื่อด้วยกันพบความผิดปกติในบทความของเขาเรื่อง Hack Heaven หรือสวรรค์แฮกเกอร์ จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา และไม่ธรรมดายิ่งขึ้นเมื่อตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดแล้วพบว่า ไม่ว่าจะเป็นบุคคล องค์กร ซึ่งเป็นแหล่งข่าวหรือเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ในบทความเรื่องนั้น ไม่มีอยู่จริง ….
Stephen Glass สร้างเรื่องทั้งหมดขึ้นมาราวกับว่าเป็นเรื่องจริง และเมื่อถูกตั้งคำถาม ถูกตรวจสอบจากคนภายนอกและ Chuck Lane บ.ก.ของเขาเอง (แสดงโดย Peter Sarsgaard) กลาสก็กลับสร้างข้อมูลปลอมๆขึ้นมากลบเกลื่อน เพื่อยืนยันความถูกต้องของตัวเองมากมาย จนเขาเองก็สับสน มึนงงไปหมด เขาสร้างที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เว็บไชต์ และนามบัตรปลอมขึ้นมา หรือแม้แต่ให้น้องชายของตัวเองโทรหาบ.ก.เพื่อแสดงตัวเป็นแหล่งข่าวในบทความ ซึ่งทั้งหมดดูเหมือนเป็นการกระทำเด็กๆ ที่เราดูก็รู้ได้ว่าวิธีการปกปิดความผิดของเขานั้น มันไม่แนบเนียนและต้องถูกต้อนให้จนมุม ให้ท้ายที่สุดเขาต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมนั่งเทียนเขียนข่าวที่ตัวเองก่อขึ้นมาก่อนหน้าด้วยการถูกไล่ออก
ยังไงก็ตามหลังจากบทความต้นเหตุ Hack Heaven เมื่อ Chuck Lane กลับไปตรวจดูผลงานที่ถูกตีพิมพ์ออกไปทั้งหมดของ Glass ใน The New Republic เขาต้องพบว่ามีจำนวนถึง 27 ชิ้นจาก 41 บทความที่เขียนจากข้อมูลที่ Glass กุขึ้น เหตุการณ์นี้จึงเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกของแม็กกาซีนอย่าง The New Republic และเป็นปรากฏการณ์ที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากในแวดวงสื่อมวลชนโดยเฉพาะในวอชิงตัน ดีซี จนถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในที่สุด
เช่นเดียวกัน กรณีของ Glass นั้นสะท้อนธรรมชาติของคนทำข่าวที่ต่างก็แสวงหาพื้นที่ของตน แสวงหาการยอมรับและชื่อเสียงจากการทำข่าว โดยข่าวที่มีลักษณะโดดเด่น ตื้นเต้น เร้าใจตามสไตล์ของ Glass มักจะได้รับความสนใจจากคนอ่านหรือจากกองบรรณาธิการด้วยกันอยู่เสมอ
แต่ข่าวที่สนุก หวือหวาและมีสีสันนั้นๆ หากตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ปราศจากความจริง บิดเบือนจากหลักการที่แท้ของการทำข่าว ท้ายที่สุดคนเป็นนักข่าวก็คงต้องเพลี่ยงพล้ำอย่างที่ Glass เป็นในตอนท้ายเรื่อง
***************************************************
......ข้อเปรียบเทียบการสื่อสารมวลชนเมืองไทยบ้านเรา......
ย้อนกลับมามองในแวดวงสื่อสารมวลชนไทย ยังคงไม่มีกรณีใดที่ถูกกล่าวขวัญเหมือนที่เกิดขึ้นกับ The New Republic แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า ไม่มีการเต้าข่าวเกิดขึ้นเลย
ท่ามกลางความว่องไวของข้อมูลข่าวสาร ทุกวันนี้ สื่อ….จะมีเวลาแค่ไหนในการตรวจสอบข้อมูลกันและกัน โดยเฉพาะสื่อทีวี ที่ในระยะหลังเห็นแต่จะเน้นหนักไปที่การหยิบจับหรือขยายความในประเด็นที่สื่อสิ่งพิมพ์หรือข่าว Online นำเสนอ โดยที่บางครั้งก็อดจะนึกตั้งคำถามไม่ได้ว่า ประเด็นข่าววันต่อวันที่นำมาพูด มาเล่าออกอากาศนั้นก่อนที่จะนำเสนอได้ผ่านการตรวจสอบอย่างดีและถี่ถ้วนแล้วหรือยัง
ดูเรื่องนี้แล้ว แอบคิดถึง Big Fish หน่อย ๆ ค่ะ ความที่นิสัยคุณพ่อในเรื่อง Big Fish ออกจะเหมือนพ่อแก้วนี่อยู่ไม่หยอกตรงที่เป็นนักเล่าเรื่องและ "เชื่อ" ในเรื่องที่ตัวเองเล่าอย่างสนิท ผิดกันเพียงแต่ว่าคุณพ่อนั้นเล่าเรื่องแฝงจินตนาการที่ไม่ค่อยทำร้ายใคร ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนนอกจากพ่อลูกชาย (ที่ดันมีอาชีพเป็นนักข่าวอีกแน่ะ) ส่วนพ่อแก้วนั้น กุเรื่องหาประโยชน์ใส่ตัวอย่างชัดเจน
Shattered Glass จึงเป็นภาพยนต์อีกเรื่องหนึ่ง ที่คนในแวดวงสื่อมวลชน สมควรอย่างยิ่งที่ต้องไปติดตามหามาดูชม นี่คือคำแนะนำจากเรื่อง
**********************************
......ข้อเปรียบเทียบกฎหมายการเมืองไทยบ้านเรา….
มาตรา ๔๕ บุคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชลอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วนหรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆเพื่อลิดรอนเสรีตามมาตรานี้จะกระทำมิได้ เว้นแต่ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตาม วรรคสอง
การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจก่อนโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นๆ จะกระทำมิได้เวนแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตาม วรรคสอง
************************************
มีสาระมากมายคับ............
ถ้านักข่าวบ้าน เขียนข่าวแบบตรงไปตรงมา ทุกอย่างน่าจะไปได้สวย
... แต่ ... ที่พยายามสังเกต... ไม่ว่าจะเป็นสื่อใหนก็ตาม... นักข่าวใส่ความรู้สึกตัวเองมากเกินไปเหมือนกับกำลังเสนอแนวความคิดของตัวเองต่อประชาชน จนบางครั้งผู้รับข่าวสาร ต้องใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร...ชม .. และต้องวิเคราะห์การนำเสนอ...ว่าสิ่งที่เสนอมาสู่สายตาประชาชนและประสาทการรับรู้ของประชาชน มีข้อเท็จจริงมากน้อยขนาดใหน
เดี่ยวนี้ดูข่าวเหมือนดูละคร หรือทอร์กโชว์เลย
แต่คนไทย(ธรรมชาติคนไทย)ส่วนใหญ่ชอบ โดยเฉพาะเรื่องจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ใส่ไฟบ้าง ใส่ความเห็นส่วนตัว และใส่อารมณ์ส่วนตัวลงในเนื้อข่าวบ้าง ...ใช่ใหมครับ
อาจารย์เพิ่งเปิดให้ดูในห้อง ก็รู้สึกว่าหนังนี้ดีมากๆเลยสำหรับพวกวิชาชีพนักข่าว ซึ่งอยากให้คนในแวดวงนี้ได้ดูกัน เผื่อบางทีนักข่าวในสังคมไทยจะได้แง่คิดดีๆในการประกอบอาชีพนี้มากขึ้น....
เคยดูแล้ว สนุกมากมาย
เป็นเรื่องใกล้ตัวดี เพราะเรียนนิเทศด้วยอ่า