มนุษย์ มีสมองซึ่งเป็นโครงสร้างที่วิจิตที่สุดในจักรวาล สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ ควรจะมีความสุข และสามารถอยู่ร่วมกันด้วยสันติ
แต่สังคมมนุษย์ได้ถักทอกันเป็นโครงสร้างอันแข็งแกร่ง ที่กักขังมนุษย์ได้ประดุจถูกจับกุมขังในคุกทางสังคม จนไร้ศักยภาพที่จะออกจากปัญหาอันซับซ้อนของสังคมสมัยใหม่
แม้จะมีการค้นพบความรู้ใหม่อันน่าอัศจรรย์ แต่ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเสริมสร้างพันธนาการทางสังคมได้กักขังมนุษย์ ได้อย่างแน่นหนามากขึ้น
ควรที่จะเข้าใจ ความทุกข์ของคนสมัยใหม่ และคุกทางสังคมที่มองไม่เห็น ที่กักขังมนุษย์ไว้ และเข้าใจว่า “การจัดการความรู้ สามารถปลดปล่อยมนุษย์ ชุมชน กลุ่มพลังของกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน เช่น กลุ่มงานพัฒนาสถาบันเกษตรกร อันได้แก่
1. กลุ่มส่งเสริมสถาบันเกษตรกร (กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร)
2. กลุ่มส่งเสริมสถาบันเยาวชนเกษตรกร (กลุ่มยุวเกษตรกร)
3. กลุ่มส่งเสริมสถาบันเกษตรกร (กลุ่มส่งเสริมอาชีพ)
4. กลุ่มส่งเสริม วิธีคิด วิธีทำ (วิสาหกิจชุมชน)
สู่ศักยภาพ เสรีภาพ และความสุขได้ด้วยวิธีการจัดการความรู้ ที่งดงามที่สามารถนำความรู้ที่อาศัยอยู่ในชั้นสมองซีกขวาของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในชุมชน กลุ่มต่าง ๆ ทั้ง 4 หัวข้อ นำมารวมกัน เพื่อที่จะไขกุญแจสมองซีกขวาของทุกคนที่มีองค์ความรู้ที่แตกต่างกัน เพื่อนำมาร้อยเรียง เข้าด้วยกันให้มีการผสมกลมกลืนกัน เพื่อสร้างปริมณฑลแห่งการใช้ประโยชน์ ของการจัดการความรู้ (KM) อย่างถูกต้องเหมาะสม และยังสามารถรังสรรค์กลุ่ม ชุมชน ผู้ปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการปฏิบัติตามหลักการของพุทธธรรมกับสังคม
กลุ่มส่งเสริมวิธีคิด วิธีทำ วิสาหกิจชุมชน (กลุ่มดินดำทรัพย์ทวี)
ตั้งอยู่เลขที่ 6/2 หมู่ที่ 5 ตำบลทรัพย์ทวี ได้มีการจัดการวิธีคิดของทุกคนในกลุ่ม จำนวน 15 วิธีคิด 1 กลุ่ม และได้มีการบูรณาการความคิดภายในกลุ่มให้เกิดกระบวนการจัดการที่ส่งผลต่อคุณภาพการผลิต การดูแลรักษา การป้องกันกำจัดโรค หรือศัตรูไม้ผล (ลองกอง) ใน 1 กลุ่มวิสาหกิจชุมชน จำนวน 108 ไร่ เพื่อสถาปนี กลุ่มไว้อย่างยั่งยืน มั่นคง กลุ่มได้ดำเนินการวิธีคิดในการค้นพบปัญหา ที่สมควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ พบว่ามีการเข้าทำลายของหนอนชอนเปลือกลองกองของสมาชิกภายในกลุ่ม จำนวน 8 ราย และทุกคนต้องการแก้ไขปัญหา และมีทัศนคติที่ตรงกันว่า ควรใช้ “กลุ่ม” ในการแก้ไขปัญหา เพราะกลุ่มเป็นจุดแข็งชุมชนที่เอื้อต่อวิสาหกิจชุมชนที่อย่างน้อย ๆ ก็มีเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชน จึงได้มีการปรึกษาหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่เคหกิจเกษตรในการจัดหาวิธีการป้องกันกำจัดหนอนชอนเปลือกลองกองในครั้งนี้ คุณวิเวก อินทร์แทน ขณะนี้เป็นประธานกลุ่มได้ดำเนินการจัดหาแปลงทดลอง จำนวน 1 แปลง ได้แก่ แปลงทดลองของนายวิสุทธิ์ ชุมชอบ เป็นแปลงทดลองใช้ “ชีวินทรีย์ กำจัดศัตรูพืช ซีต้าแบค เอฟซี” โดยได้รับการถ่ายทอดความรู้และมีการสาธิตวิธี จากคุณมงคล กังสกุล นักวิชาการจากศูนย์บริหารศัตรูพืชสุราษฎร์ธานี ดำเนินการถ่ายทอดความรู้และสาธิตวิธีในวันที่ 23 มกราคม 2551 มีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 20 คน และได้รับการสนับสนุนสารเคมี ชีวินทรีย์กำจัดศัตรูพืช “ซีต้าแบค” จำนวน 12 ขวด ปริมาณสุทธิ 500 cc
ผลที่ได้รับ เกษตรกรดำเนินการสาธิตวิธีไว้ จำนวน 3 ต้น ในอัตราส่วน 60-100 cc ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทุกส่วนของต้นพืช (ลองกอง) 4-7 วัน เมื่อพบการระบาดหลังจากดำเนินการฉีดพ่นสารชีวินทรีย์ กำจัดศัตรูลองกอง (หนอนชอนเปลือกลองกอง) แล้ว ภายใน 10-15 วัน ปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจ ต่อปรากฏการณ์ในครั้งนี้มาก เปลือกลองกองที่ได้รับการเข้าทำลาย มีลักษณะตกสะเก็ด เป็นแผ่น และมีตัวหนอนตัวเล็กมาก มีอาการตาย และเปลือกในส่วนที่ถูกทำลายหลุดล่อนออกจากต้น โดยหลุดล่อนออกมาอย่างช้า ๆ ตลอดเวลา 10-15 วัน จนหมดต้น และต้นมีลักษณะสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น และพบว่าลองกอง แข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้น เกษตรกรได้ใช้วิธีการเดิม และได้มีการเผยแพร่หรือบอกต่อไปในหมู่บ้าน
กลุ่มส่งเสริมวิธีคิด วิธีทำ วิสาหกิจชุมชน อีก 19 คน ที่พบว่ามีปัญหาเดียวกันได้ดำเนินการโดยใช้วิธีเดียวกันทุกคน และได้นำไปปรับใช้ร่วมกับการให้น้ำ สลับกับการใส่ปุ๋ย จนได้ผลดี ขณะนี้ได้มีการเผยแพร่ไปให้ชุมชนผู้ปฏิบัติ การจัดการความรู้เชิงรูปธรรม สร้างเครือข่ายแห่งความดี ให้ทุกคนในกลุ่ม ซึ่งความดีเป็นทุนที่ยิ่งใหญ่กว่าเงิน