บทความนี้ เป็นการถอดเทปจากนายวิกรม กรมดิษฐ์ องค์ปาฐกถา เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2550 ในการสัมมนาและวิชาการงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ และวันการศึกษานอกโรงเรียน ปีพุทธศักราช 2550” ณ ห้องประชุมเวทีใหม่สวนอัมพร กรุงเทพมหานคร ความว่า............
เป็นครั้งแรก ที่ได้เข้ามาในสถานที่นี้ รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสได้พบ ได้เจอทุกท่าน ซึ่งวันนี้ได้มาพูดในหัวข้อที่ไม่ค่อยคุ้นเคย อาจจะขัดแย้งกับชีวิตในปัจจุบันผมสักนิดนึง คือความพอเพียงในมุมมองของทุกท่าน คงอาจจะมองว่าเราจะใช้ไม่เยอะและต้องประหยัดที่สุด ในชีวิตผมอาจจะใช้เยอะไป การเรียนรู้สู่การพอเพียงทุกท่าน ไม่ทราบว่า จะเข้าใจตรงกับที่ผมเข้าใจหรือไม่ ผมคิดว่า การเรียนรู้เราพยายามเรียนรู้ให้มากที่สุด เพื่อที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์และผลงานของตัวเอง ยกตัวอย่าง เช่น ถามว่า คนในสิงคโปร์ คนในฮ่องกง ญี่ปุ่น ทำไมถึงมีรายได้ใช้อย่างสบาย อันนั้น ก็อยู่ในความสามารถที่ทำแล้วให้ใช้ได้อย่างพอเพียง จึงมาทำให้ทุกคนได้เห็น ปัจจุบันผมไม่ได้เป็นนักธุรกิจ ผมไม่ได้ทำแล้ว เกษียนมา 6 ปี แล้ว ผมมีความคิดกับตัวเองว่าชีวิตผมแบ่งเป็น 3 ภาค ของชีวิต ภาคที่ 1 ผมมองว่าเมื่อเกิดมาตั้งแต่เด็กถึงอายุ 48 ปี ตอนอายุครบ 4 รอบ เป็นชีวิต ที่เกิดมาเพื่อหาความรู้เพื่อทำมาหากินหรือเรียกว่าในช่วงแข่งธุรกิจนั่นเองหรือเศรษฐกิจ ผมเปรียบเหมือนหนอนตัวหนึ่ง ที่ตอนนั้นมักจะกิน ๆ แค่ใบไม้ กินอาหารไม่หยุดเลย 24 ชั่งโมง ฉะนั้น ในช่วงก่อนอายุ 48 ปี ผมทำงานค่อนข้างจะหนัก เมื่อผมได้ในสิ่งที่เรียกว่าปัจจัย 4 ก็หยุด ไม่ทำ นี่คือสาเหตุที่บอกว่าเกษียนเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ถ้าถามว่าทุกวันนี้ผมทำอะไร ก็อาจจะเปรียบเสมือนตัวผมเป็นดักแด้ หลังจากที่ได้เงินได้ทอง ทุกวันนี้ ผมมีเงิน มีทองเยอะพอสมควร เรียกว่า เหลือกินเหลือใช้และไม่ต้องไปกังวลอะไรทั้งสิ้น ฉะนั้น ความที่เราไม่ต้องไปกังวลกับอะไร ผมจึงเปรียบตัวเองว่าเป็นดักแด้นั่งสงบมา 6 ปี ในการที่ผมได้นั่งสงบ ผมก็ได้ถ่ายสิ่งที่เป็นตัวตนของผมออกมา ในความที่ผมได้เป็นดักแด้นั้น ก็ได้ถ่ายเสียง หนังสือ และก็ภาพ ทุกวันนี้ผมออกรายการวิทยุมา 3 ปีแล้ว ทางสถานีวิทยุ FM.96.5แล้วในขณะเดียวกันผมกำลังขยายด้านรายการ TVประเด็นก็คือว่า ทำไมถึงได้มาทำงานทางด้านประเภทนี้ ในช่วงที่คิดว่าตัวเองเป็นหนอน สิ่งที่กำลังสร้างตัวเอง สร้างธุรกิจ ตรงนั้น มันน่าจะมีอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง หรือต่อสังคม นั่นเอง คิดว่าสิ่งที่ผมมี ที่ผมทำธุรกิจมาแล้ว 32 ปี คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ผมจึงนำสิ่งนั้นแปลออกมาเป็นหนังสือ แล้วก็แปลออกมาเป็นรายการวิทยุ ผมคิดว่าถ้าสังคมเราสามารถลดต้นทุนได้ ไม่ทำให้ต้นทุนของสังคม และไม่ทำให้ต้นทุนของชีวิตของพวกเราสูงขึ้น อันนั้น ในความรู้สึกของผม ในฐานะที่ผมเป็นคนไทยคนหนึ่ง ผมมองว่านั่นเป็นหน้าที่ของผม แล้วในหน้าที่อันนี้ ไม่มีอะไรแอบแฝง ผมวันนี้หลาย ๆ คน บอกว่าในขั้นตอนแบ่งชีวิตของนักการเมืองไทยคือ นักธุรกิจที่มีเวลา นักธุรกิจที่มีคอนเนคชั่น ผมอยากจะเรียนว่า ไม่มีอะไรแอบแฝงในแบบที่เป็นแบบชาวบ้านแม้แต่น้อย วันนี้ก่อนที่ผมจะพูดผมจะเคลียร์ตัวเองนิดนึง เดี๋ยวมาหาว่าผมมาหาเสียง มีแค่สองอันที่อยากจะทวนความคิด ว่าผมไม่มีความคิดและทุกท่านก็จะไม่เคยเห็นว่า ผมจะรับตำแหน่งใด ๆ ทางการเมือง ไม่ว่าจะสูงขนาดไหนก็แล้วแต่ การเมืองในโลกใบนี้ ไม่ใช่แค่ประเทศนี้ อันนี้คือภาคที่1