เป็นคนป่วยโรคทรัพย์จาง

 

                เมื่อเริ่มปรับสภาพจิตใจให้ยอมรับสภาพเศรษฐีแบงก์กงเต็กได้ พวกเราก็เข้าเช็คอินกับทางโรงแรมและสอบถามได้ความว่าพี่ชายของเราได้แฝงกายรอการมาถึงของพวกเราที่ห้องชั้นบนสุดเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวาน ได้ยินดังนั้นต่างคนก็ต่างยก ลาก แบกกระเป๋าเดินทางของตนขึ้นบันไดแคบๆ ชนิดต้องเดินแถวตอนเรียงหนึ่งขึ้นไปยังห้องพัก โรงแรมในเมืองฮานอยมีลักษณะเป็นตึกแถวห้าชั้นแคบๆ มีห้องพักไม่มากเพราะในแต่ละชั้นของห้องแถวสามารถทำเป็นห้องพักได้เพียงห้องเดียวเท่านั้น 

         หลังจากแยกย้ายกันล้างหน้าล้างตา เก็บกระเป๋า ข้าวของส่วนตัวกันพอสังเขป เราก็เฮละโลกันลงมาพบพี่ชายสุดหล่อที่ล็อบบี้ชั้นล่างสุด ทักทายกันพอหายคิดถึง พี่ชายตัวโตที่แสนดีก็พาเดินออกไปทานมื้อกลางวันที่ร้านอาหารในย่านช็อปปิ้งใจกลางเมืองฮานอยไม่ไกลจากโรงแรม ใช้เวลาเดินแค่สิบห้านาทีก็ถึง มื้อแรกของเราเป็นอาหารเวียดนามยอดนิยมที่หาทานได้ทุกมุมถนน ไม่ต้องบอกก็คงจะพอนึกออก นั่นก็คือ “เฝอ” หรือก๋วยเตี๋ยวน้ำใสธรรมดาๆ นี่เอง แล้วก็ยังมีกุ้งกับผักต่างๆ ห่อด้วยแป้งเส้นก๋วยเตี๋ยวลักษณะคล้ายเมี่ยงก๋วยเตี๋ยวของบ้านเรา กับยำรากบัวใส่กุ้งที่ปรุงรสเปรี้ยวเค็มถูกปากคนไทยดีเหลือเกิน ถือว่าเป็นอาหารเวียดนามมื้อแรกที่ทำให้กะเหรี่ยงพลัดถิ่นอย่างพวกเรายิ้มกว้างกันทั่วหน้า

                เสร็จจากมื้อเที่ยงพวกเราตกลงกันว่าจะเดินไปจองตั๋วดูโชว์หุ่นกระบอกน้ำในช่วงหัวค่ำ และเวลาที่เหลืออีกสามชั่วโมงก็จะปล่อยให้สมาชิกทั้งหลายเดินช็อปปิ้งกันตามอัธยาศัย แต่สวรรค์กลับไม่เข้าข้างเราในทุกเรื่องเสียนี่ เพราะช่วงที่พวกเราไปนั้นตรงกับวันตรุษของชาวเวียดนามเขาพอดี ในเมืองจึงคึกคักเป็นพิเศษทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นที่อยู่ต่างบ้านต่างเมืองก็กลับมาเยี่ยมเยียนพี่น้องพวกพ้อง เหมือนๆ กับช่วงเทศกาลตรุษจีนหรือคริสมาสยังไงอย่างงั้น เป็นเหตุให้ตั๋วเข้าชมหุ่นกระบอกน้ำเต็มทุกรอบยาวไปจนถึงวันถัดไป พวกเราพยายามเขย่าโปรแกรมทัวร์ที่จัดไว้เพื่อจะได้กลับมาดูโชว์รอบที่ยังมีตั๋วเหลืออยู่แต่ก็ไม่ได้ เป็นอันว่าพวกเราอดดูโชว์หุ่นกระบอกน้ำอันเลื่องชื่อไปโดยปริยาย รู้สึกเสียดายกันนิดหน่อยแต่ก็ไม่ทำให้การเดินทางครั้งนี้ของเราหมดสนุกลงไป

            

       ถึงจะพลาดไปหนึ่งโปรแกรม แต่ก็มีอีกหนึ่งโปรแกรมที่เรารอคอยกันทั่วหน้าด้วยความตื่นเต้น นั่นก็คือ การช็อปปิ้งนั่นเอง เมื่อเวลานั้นมาถึง สมาชิกนักช็อปทั้งหลายก็สลายตัวไปด้วยความรวดเร็วต่างคนต่างแยกย้ายกันไปเลือกชมเลือกซื้อสินค้ากันตามความชอบบริเวณใกล้ๆ กับโรงแสดงหุ่นกระบอกน้ำ ซึ่งมีร้านค้ามากมายหลายชนิด ทั้งของที่ระลึก ร้านกระเป๋า รองเท้า ร้านขายหมวกไหมพรม หมวกแก๊ปราคาถูกจนน่าใจหาย (ใบละสามสิบบาท) สลับกับร้านอาหารประเภทผับที่เปิดตั้งแต่กลางวันไปยันดึกเป็นระยะๆ สินค้าที่น่าซื้อเป็นพวกกระเป๋าถือยี่ห้อคิปลิ้ง ใบละสองร้อยกว่าบาท กระเป๋าเป้กระเป๋าเอกสารยี่ห้อ นอร์ธเฟส แซมโซไน ใบละห้าหกร้อยบาท แล้วแต่วาทศิลป์ในการต่อราคาของแต่ละคน

การช็อปปิ้งที่ฮานอยต้องใช้หลักการต่อราคาหลักการเดียวกันกับเมืองจีน เพราะคนขายจะตั้งราคาสูงไว้ก่อน เวลาจะซื้อต้องต่อลงมา 50% เป็นอย่างต่ำ ทำให้เราๆ ท่านๆ ได้จิ้มเครื่องคิดเลขกันมือเป็นระวิงกันทีเดียว ร้านค้าที่ฮานอยไม่ได้ปิดกั้นเสรีภาพทางการจับจ่ายด้วยการรับเงินในสกุลเวียดนามดองเพียงอย่างเดียว เหล่าพ่อค้าแม่ค้าหัวใสยังทำการเปิดการค้าเสรีโดยรับเงินดอลล่าสหรัฐและเงินบาทไทยด้วย แถมบางร้านคนขายพูดไทยปร๋อ เล่นเอาคนซื้องงกันไปเป็นแถบๆ บางร้านถึงจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ภาษาไทยไม่กระดิกหู แต่ถ้าคนซื้อต่อราคามากๆ เข้า ก็จะได้ฟังภาษาไทยที่แสดงอาการไม่พอใจอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ไอ้บ้า”

        ละลายทรัพย์กันไปพอหอมปากหอมคอ หมดแรงจากการเดินวนไปวนมาเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ คอแห้งจากการถกเถียงต่อราคาอย่างบ้าคลั่ง มีทะเลาะกับคนขายบ้างประปราย และได้เป็นผู้ป่วยโรคทรัพย์จางกันไปพอสมควร ก็ถึงเวลาอาหารเย็น ซึ่งพวกเราเลือกร้านที่อยู่ในบริเวณริมทะเลสาบตรงหน้าโรงแสงหุ่นกระบอก เพราะเห็นว่าสะดวกและบรรยากาศดี มื้อนี้ก็ไม่พ้น “เฝอ” กับเมี่ยงก๋วยเตี๋ยวที่จืดกว่ามื้อกลางวันนิดหน่อยแต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ทานอาหารกันไปคุยกันไปถึงของที่ซื้อมา บ้างก็เกทับกัน ฉันซื้อถูกกว่าเธอซื้อแพง บ้างก็เล่าถึงวีรกรรมทำเพื่อชาติ (ต่อราคาแบบบ้าดีเดือด) บ้างก็นั่งเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันที่โดนแม่ค้าด่าเป็นภาษาไทยมา สร้างเสียงหัวเราะคิดคักทั่วโต๊ะอาหาร ก่อนจะพากันสะโหลสะเหลกลับโรงแรม อาบน้ำนอนพักเอาแรงไว้สำหรับการผจญภัยในวันพรุ่งนี้ต่อไป