รูปแบบสวัสดิการชุมชนด้านสุขภาพอนามัย
เงินกองทุนสวัสดิการชุมชน ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อด้านสุขภาพอนามัยนี่เอง ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ (ส่วนสวัสดิการที่เกี่ยวกับ การตาย ไม่น่าจะอยู่ในกลุ่มนี้ แต่เป็นการคืนเงินออม (เงินชดเชยเมื่อเสียชีวิต..ซึ่งเคยกล่าวถึงแล้วว่า ดูเหมือนบางกลุ่มจะ "คืน" มากเกินไป) หรือ เป็นสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางสังคม (ค่าฌาปนกิจ) มากกว่า แต่ก็อาจมีผลทางจิตใจด้วย)
การจัดสวัสดิการชุมชนด้านสุขภาพอนามัย มีทั้งการจัดสวัสดิการที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน เช่นเดียวกับด้านการศึกษา สวัสดิการที่เป็นตัวเงิน มี 2 รูปแบบ คือ เงินกู้ยืม กับ เงินให้เปล่า
รูปแบบการให้กู้ยืม
มีอยู่เพียงไม่กี่กลุ่มที่จัดสวัสดิการในรูปแบบการกู้ยืม
ได้แก่ การให้กู้รักษาพยาบาลโดยไม่เสียดอกเบี้ย (มณีบรรพต อ.บ้านตาก จ.ตาก)
รูปแบบเงินให้เปล่า
ส่วนใหญ่องค์กรการเงินชุมชนจะจัดสวัสดิการในรูปแบบนี้ บางชุมชน จัดสรรเงินเป็นกองทุน เช่น กองทุนสุขภาพชุมชน กองทุนผู้สูงอายุ การจัดเป็นกองทุนย่อย น่าจะทำให้บริหารจัดการง่ายขึ้น ลักษณะการให้เงินของกลุ่มต่างๆจะคล้ายๆกัน อัตราที่ให้ก็คล้ายกัน เช่น
- สวัสดิการค่านอนโรงพยาบาลเมื่อคลอดบุตร
- รับขวัญเด็กแรกเกิด 500 ต่อคน บางกลุ่มให้ 1000 บาทต่อครอบครัว (แสดงว่าสนับสนุนลูกแค่ไม่เกินสองคน)
- ค่าน้ำมันรถไปหาหมอ อยู่ในช่วง 100-500 บาทต่อครอบครัว
- ค่ารักษาพยาบาล และ เงินชดเชยเมื่อเข้าโรงพยาบาล อยู่ในช่วง 200 - 1000 บาทต่อครั้งต่อปี ส่วนมากกำหนดจำนวนครั้ง เช่น ไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี
- ค่าเยี่ยมไข้ 100-200 บาทต่อครั้ง มักกำหนด 2 ครั้งต่อปี (ตรงนี้น่าสนใจ ที่ให้เงินกับคนข้างตัวผู้ป่วย ไม่ใช่ให้เฉพาะผู้ป่วย สะท้อนวิธีคิดของชุมชนที่คำนึงถึงความสัมพันธ์ของคน กำลังใจของคนป่วย)
- สวัสดิการผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพพลภาพ ผู้ติดเชื้อ
ปัญหาที่พบสำหรับการจัดสวัสดิการที่เป็นตัวเงิน
ในรายงานของแต่ละชุมชน มักไม่ค่อยบอกเรื่องปัญหา แต่เท่าที่สรุปได้จากรายงานของ พอช. ได้แก่
- ขาดหลักฐานเช่น ใบรับรองแพทย์ ชาวบ้านไม่เข้าใจภาษาแพทย์
- มีปัญหาว่า ยาชนิดใดเบิกเงินได้ หรือเบิกไม่ได้
- ปัญหาการเป็นโรคเรื้อรัง (สะท้อนข้อจำกัดของการจัดสวัสดิการในรูปตัวเงิน)
- ยังไม่ครอบคลุมทุกครอบครัว
การระบุปัญหา ไม่ใช่สิ่งเสียหาย แต่เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นมากกว่า
รูปแบบสวัสดิการที่ไม่เป็นตัวเงิน
เป็นรูปแบบการให้สวัสดิการผ่านกิจกรรม โดยส่วนตัวคิดว่า "ให้เงิน" ไม่ยาก แต่ "ให้สวัสดิการที่ไม่ใช่เงิน" ต้องใช้ทุนมากกว่า เพราะนอกจากต้องใช้เงินแล้ว ยังต้องใช้ทุนทางสังคม กรรมการผู้จัด และสมาชิกที่เข้าร่วมต้องเสียสละเวลามาร่วมมือกัน แต่ขณะเดียวกันก็สร้างทุนทางสังคมได้มากกว่า
ในขณะที่การให้สวัสดิการในรูปตัวเงิน มักเป็นการช่วยที่ปลายทาง เช่น การรักษา แต่สวัสดิการที่ไม่เป็นตัวเงิน จะเป็นได้ตั้งแต่ "การป้องกัน" ที่สำคัญคือ "การดูแล" ซึ่ง "เงิน" อย่างเดียวดูแลไม่ได้ ต้องมี "คน" ช่วยดูแลด้วย ตัวอย่างกิจกรรมได้แก่
- กิจกรรมเสริมสร้างครอบครัวอบอุ่น ครอบครัวคุณธรรม (เช่น ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง)
- โครงการอาหารกลางวันให้นักเรียน
- การให้ความรู้เรื่องยาเสพติด ป้องกันยาเสพติด ค้นหาผู้ค้ายาเสพติด
- การดูแลผู้ป่วย (ทราบมาว่ามี แต่เวลาเขียนรายงาน กลุ่มต่างๆไม่ค่อยกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ ทั้งๆที่เราเห็นว่า สำคัญ และควรสนับสนุนให้มีมากๆ)
คิดว่า ชุมชนทำอะไรอีกเยอะแยะที่เป็นกิจกรรมสวัสดิการที่ไม่เป็นตัวเงิน แต่อาจไม่ได้รายงาน เพราะเป็นสิ่งที่ดำเนินการอยู่เป็นปกติมาแต่ไหนแต่ไร เช่น การส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสมุนไพร เป็นต้น
ในการให้รางวัลสวัสดิการชุมชนตามแนวอาจารย์ป๋วย คงจะให้ความสำคัญกับกิจกรรมบริการที่ไม่ใช่เฉพาะ "การให้เงินสวัสดิการ"
กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น
กองทุนของ สปสช.นี้ จะช่วยหนุนเสริมการจัดกิจกรรมที่ไม่เป็นตัวเงินสำหรับบางท้องถิ่นที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ปัจจุบัน สปสช.จ่าย 37.50 บาทต่อคน ลองคำนวณแล้ว อปท.สนับสนุนอีกประมาณ 7.50 บาทต่อคน รวมแล้ว 45 บาทต่อคน (เคยกล่าวแล้ว)
การจัดสวัสดิการด้านสุขภาพอนามัยน่าจะเป็นมิติการจัดสวัสดิการชุมชนที่มีความกระฉับกระเฉง มีพลวัตรมากที่สุด
อาจารย์ครับ
ผมชื่นชมกิจกรรมนี้จริงๆว่าเป็นความก้าวหน้าของสังคมบ้านเราที่มีสวัสดิการนี้ เพื่อเป็นหลักประกันที่สำคัญโดยเฉพาะสังคมชนบท
ผมมีข้อเสนอครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณคุณบางทรายที่กรุณาร่วมแลกเปลี่ยนด้วยเสมอ ดิฉันเพียงแต่หวังว่า บันทึกนี้จะช่วยแบ่งปันข้อมูลและมุมมองกับสาธารณะ โดยเฉพาะบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสวัสดิการชุมชน
หากมีมุมมองหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อนก็ต้องขออภัยและหวังว่าผู้รู้จะเข้ามาช่วยแบ่งปันค่ะ
เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ฐานข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ แต่สำหรับชาวบ้านแล้ว การเก็บข้อมูลไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งในแง่ที่ไม่ใช่วิถีปกติ และในแง่ที่ว่า เก็บไปแล้วไม่ใช้ประโยชน์ทำให้เหมือนกับเสียเวลา
หากสมาชิกเข้าใจถึงประโยชน์ของการใช้ข้อมูล และมีส่วนร่วมในการช่วยกันออกแบบระบบการเก็บข้อมูล อาจทำให้เกิดการเรียนรู้เห็นประโยชน์ และเข้าใจข้อจำกัดร่วมกัน
ดิฉันมีประสบการณ์ตรงในงานขับเคลื่อนไม่มากนัก ลองทำเองก็รู้ว่ายาก แต่ถ้าทำได้ ก็จะถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี
เคยเห็นสมุดบัญชีของกลุ่มครูชบ ท่านออกแบบได้ดี เหมาะกับประโยชน์ใช้สอย แต่ถ้าเราต้องการประโยชน์เพื่อการวิเคราะห์และวางแผนด้วย อาจต้องมีวิธีสรุป วิธีวิเคราะห์อื่นๆเสริมเข้าไป