นอกจากจะมีความสุข.. สนุกกับการทำงาน.. และเจริญก้าวหน้าในการทำงานอีก...แล้วทำไม..ไม่พยายามทำดูล่ะ..

คือต้องสามารถทำงานเป็นทีมให้ได้ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อันนี้สำคัญมาก ไม่ใช่ไปที่ไหน"วงแตก" ดังนั้น จึงมิใช่เรื่องแปลกเลยที่คนเก่งหลายคน ทำงานแล้วไม่มีความสุข เพราะอะไร..เพราะคิดว่าตนเองเก่งอยู่คนเดียว เชื่อมั่นตนเองมากเกินไป จริงจังกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินไป..หรือบางคนก็เป็นประเภทเด็กเรียนมา คือชีวิตแก เกิดมาก็เรียนๆๆๆๆๆเที่ยวเหรอ..ไม่เคย..วันๆอ่านแต่หนังสือ"หนอนหนังสือ" เพื่อนฝูงไม่เคยสนใจ..สังคมก็ไม่เคยเข้า..กิจกรรมก็ไม่เคยทำ....แบบนี้ ต้องระวัง.."อย่าเป็นเช่นนั้นเลย"..

ดังนั้น มีลูกมีหลาน ปล่อยๆให้ลูกทำกิจกรรม บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสาธารณะกุศลหรือสังคมบ้าง พาออกงานบ้าง..อย่าคิดว่าก็อยากให้เขาอ่านหนังสือเยอะ ว่างๆก็จับไปนั่งติว ลูกจะได้เรียนหนังสือเก่งๆ.. จนเด็กไม่มีเวลาทำอย่างอื่น..แล้วผลเสียก็จะตามมา..อีกมากมาย..อย่างคาดไม่ถึง..

ยกตัวอย่าง..ที่ทำงานเราเลย..เคยรับอาจารย์คนหนึ่งได้เกียรตินิยมมาจากสถาบันที่มีชื่อเสียงมากของเมืองไทย.. น้องเขาเป็นเด็กดีน่ารัก(สำหรับเรา..เพราะเราเข้ากับชาวบ้านได้หมด..ไม่มีปัญหา..แต่จะสนิทมากน้อยอีกเรื่องหนึ่ง..)เราก็คุยกับอาจารย์บุญญรัตน์ว่าเออ.. น้องคนนี้ต่อไปควรสนับสนุนให้น้องเขาไปเรียนต่อปริญญาเอกเมืองนอก..เพราะดูขยันมาก ขยันจริงๆวันๆอ่านหนังสือ เตรียมการสอนดีมาก รับผิดชอบการเรียนการสอนดีมาก..แต่ภายหลังดูแล้ว..คิดว่าน้องเขาไม่ค่อยมีความสุขกับการทำงาน เราเองก็ไม่ได้สนิทกับน้องเขามากนัก เพราะน้องเขาเด็กกว่ามาก..แต่ก็ได้พยายามสอน เตือนเท่าที่พอทำได้..เราก็บอกน้องคนอื่นๆบอกว่าไปไหนก็ชวนเขาไปด้วยนะ ชวนเขาคุยด้วย ..แต่แปลก..ทุกคนก็ไม่อยากยุ่งกับเขา..จนท้ายที่สุดน้องคนนี้ก็ลาออกไป..น่าเสียดายมาก และเท่าที่ดูประวัติการเรียนต้องบอกว่าดีมากๆ แต่ประวัติการทำงานดูแปลกๆมาก เพราะทำงานได้แต่ละที่สามเดือน หกเดือนก็ลาออก ทำงานมาหลายที่แล้ว..และแต่ละที่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นหน่วยงานดีๆทั้งนั้น และไม่ได้เข้าไปทำง่ายๆ 

แต่ให้มานั่งวิเคราะห์ ปัญหาของน้องเขาคือ ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้..เป็นคนเครียดง่ายเกินไป ถ้าไม่ได้อะไรดั่งใจจะหงุดหงิดง่าย อันนี้อาจเป็นเพราะเขาเป็นคนที่ซีเรียสกับชีวิตมากเกินไป มีกรอบกติกาในชีวิตมากเกินไป..ยืดหยุ่นไม่เป็น เพราะชีวิตเขาต้องเดินตามกรอบ แบบไม่เคยหลุดออกนอกกรอบ..เลย แต่นั้นมัน..คือชีวิตนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่อาจทำได้..เช่น..วันนี้ฉันต้องอ่านหนังสือให้ได้สิบหน้า ฉันต้องทำให้ได้..ใครอย่ามายุ่งกับฉัน..และก็ทำได้จริงๆ..เพราะนั่งอ่านหนังสืออยู่กับบ้าน หรือห้องสมุด งานอย่างอื่นไม่ต้องทำก็ได้.. เป็นต้น แต่พอมาทำงาน..มันทำแบบนั้นไม่ได้..กิจกรรมหรืองานอื่นๆก็ต้องพยายามแบ่งเวลาไปทำได้ด้วย..

ดังนั้น เมื่อมาทำงาน ต้องเจอ"ละครฉากใหญ่.. มีตัวละครหลายตัว..ตัวละครตัวหนึ่งๆก็อาจต้องแสดงให้ได้ในหลายบทบาท ในเวลาเดียวกัน.." ..เมื่อน้องเขาต้องมาเจอ..เรื่องจริงที่ต้องเรียนรู้..แต่เขาไม่พยายามเรียนรู้และปรับตัว..เพื่อที่จะดำเนินชีวิตจริงให้ได้อย่างปกติสุข..และไม่พยายามเข้าใจความจริงว่าชีวิตในการทำงาน..ควรดำรงตนอย่างไร..อันนี้จึงเป็นปัญหาใหญ่ของเขา...ซึ่งต้องอาศัยคนใกล้ชิดและพ่อแม่เขาต้องบอกเขา..ให้เข้าใจ"ความเป็นจริงของชีวิตให้มากขึ้น"..มิฉะนั้น..เราเชื่อว่าตลอดชีวิตนี้..น้องเขาก็คงไม่มีความสุข..กับการทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด..ก็ต้องเป็นปัญหาสำหรับเขาไปหมดและคงต้องเปลี่ยนที่ทำงานไปตลอดชีวิต..

และท้ายที่สุดก็จะส่งผลให้ชีวิตภายในครอบครัวของเขาไม่มีความสุขไปด้วย..แล้วอย่างนี้ควรทำอย่างไรกับชีวิต..ดี..ก็"ทางสายกลาง"นั่นแหละ..คะดีที่สุด..

ก็หวังว่า สักวันหนึ่งน้องเขาคง พบหนทางสว่าง..เข้าสักวันหนึ่ง..

สรุป.."ทางสายกลาง.." อย่าตึงหรือหย่อนเกินไปดีที่สุด ทำงานก็ไม่ควรเครียดเกินไป หากิจกรรมอื่นที่เป็นประโยชน์ทำด้วย..เช่น ลุกจากห้องทำงานไปนั่งคุยกับเพื่อนบ้าง พี่ น้องๆบ้าง เป็นต้น หรือ ถ้ายังเรียนหนังสืออยู่ก็รู้จักพักผ่อนบ้าง มีกิจกรรมอื่นๆบ้าง ไม่ใช่วันๆฉันต้องอ่านหนังสือให้จบให้ได้หนึ่งเล่ม วันนี้อ่านไม่จบไม่ได้..จะไม่ไปไหน...อ่านไม่จบแล้วเครียด.."อันนี้น่ากลัว" ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ต้องได้เกียรตินิยมก็ได้..เพราะดูแล้วชีวิตท่าทางจะรุ่งริ่ง มากกว่ารุ่งเรือง..เพื่อนฝูงก็ไม่มีใครอยากยุ่งด้วย เพราะดูจะเครียดมากเกินไป..แบบนี้ทำงานที่ไหน..ก็ลำบาก..อันนี้ก็น่าเป็นห่วง..

     "(ความเชื่อส่วนตัว)..ความจริงแล้วเชื่อว่าคนที่มีศักยภาพจริง เขาจะสามารถทำงานได้หลายๆอย่างในเวลาเดียวกันได้ เพราะเขาจัดสรรเวลาเป็นและมีศักยภาพสูงจริงๆ..งานแต่ละอย่างของเขาก็จะสามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี..ซึ่งคนแบบนี้เชื่อว่า.. องค์การไหนก็อยากจะได้.."

ดังนั้น ก็เป็นข้อคิดสำหรับคุณพ่อคุณแม่ บางท่านด้วย..ที่วันๆก็บังคับ..ให้ลูกต้องเรียนๆๆๆๆๆๆอ่านๆๆๆลืมส่งเสริมให้ทำกิจกรรมอื่นๆเลย..(ความเห็นส่วนตัว)คิดว่ายังไม่น่าจะถูกต้องนัก..เพราะท้ายที่สุดแล้ว เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า..อาจเป็นคนที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับใครได้เลย....และชีวิตเขาก็อาจพบปัญหาในชีวิตที่ไม่ควรจะเกิดกับเขา..และท้ายที่สุดปริญญาที่ได้มาเต็มไปหมด..จนไม่มีที่จะแขวน..ก็ไม่มีค่าอะไรเลย.....(เอาไปพับถุงขายก็ไม่ได้เล็กไป).......จบ

ด้วยรักจากใจ ยายหมูอ้วน "I love u"