เรื่องเล่า เร้าพลัง: ดอกมะลิบาน... ที่ รพ.นาหม่อม
ปีนี้สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (HA) จัดประชุม National Forum HA ครั้งที่ 9 ที่ศูนย์ประชุม IMPACT เมืองทองธานี ใน theme : Living Organization ท่ามกลางรายการวิชาการ นิทรรศการ มากมาย ปีนี้มีชุมนุมเรื่องเล่า เร้าพลัง เป็นการรวบรวมเรื่องราวการดูแลผู้ป่วย ที่น่าประทับใจ ของแต่ละโรงพยาบาล เข้ามาร่วมแสดง ร่วมพูด ร่วมเป็น poster หลายร้อยเรื่อง และเรื่องเล่าของ รพ.นาหม่อม จ.สงขลา ก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกคัดมาว่าโดนใจกรรมการ ผมจึงได้มีโอกาสไปเยี่ยมที่ รพ.นาหม่อม เพื่อไปสัมภาษณ์ ไปสัมผัส บรรยากาศ ณ the source ว่าเป็นอย่างไร เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีว่า เบื้องหลังเรื่องเล่าแต่ละเรื่องนั้น คุณค่าที่แท้จริงมักจะแฝงเร้น มิสามารถจะบรรยายหรือพรรณนาออกมาได้ทั้งหมด และก็เป็นไปตามที่คาด เรื่องราวที่เป็น "เบื้องหลังการถ่ายทำ" ของเรื่องเล่าโดนใจครั้งนี้ ที่ชื่อเรื่องหวานสดชื่นว่า "ดอกมะลิ ... เบ่งบานในใจเราเสมอ" มีอะไรอีกมากมาย ที่พอผมฟังจบ ต้องขออนุญาตเจ้าของเรื่องทุกคน นำมาถ่ายทอดลง ณ ที่นี้ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้เป็นการ share พลังบริสุทธิ์ แรงบันดาลใจ ทุกอย่างที่ทำให้วันนีเป็นวันที่มีความสุขมากอีกวันหนึ่งของอาชีพแพทย์
โรงพยาบาลนาหม่อม เป็นโรงพยาบาล 30 เตียง มีตำแหน่งสำหรับหมอ 3 คน แต่ตอนนี้มีอยู่แค่ 2 คน เป็น ผ.อ. 1 คือ หมอสุธาทิพย์ ธรรมชาติ และน้องหมอที่พึ่งจบมา 1 ปีอีกคนนึง จึงเป็นที่คาดได้ว่างานจะหนักขนาดไหน ทว่าความหนักของงานนั้น ไม่สามารถจะประเมินได้เลยจากสีหน้า แววตา และน้ำเสียง ของบุคลากรที่นี่ ตั้งแต่คนขับรถ คือคุณจงรัก หนุ่มจะนะ (แต่มาอยู่นาหม่อม) ที่เคยไปทำงานนราธิวาสมาแล้วเกือบสิบปี อาสาสมัคร และทีม Home Care และพยาบาลที่แข็งขันอย่างคุณภัณฑิรา โมสิกะ และคุณพรรณภัทร สินธุแปง ไปจนถึง ผ.อ. หมอสาวแกร่งของเรา
ปรัชญา รพ. นาหม่อมคือ "ดูแลอย่างใกล้ชิด ดุจญาติมิตรยามป่วยไข้" และทีม รพ.นาหม่อมได้สะท้่อนปรัชญานี้ออกมาเป็นภาคปฏิบัติได้อย่างชัดเจน เท่าที่จะชัดได้ ลงไปในเนื้องานของทุกคนใน รพ.
งานที่ รพ.ทำและนำเสนอ และประทับใจมากๆก็คืองาน HHC หรือ Home Health Care ที่คุณภัณฑิราผู้เปี่ยมพลัง ดันทุกสิ่งทุกอย่าง ดันทีม ดันคน ดันทรัพยากร ภายใต้การหล่อเลี้ยงสนับสนุนจากบน คือ หมอสุธาทิพย์ และทีม คือพยาบาล คนขับรถ อสม. นายอำเภอ ทำให้รูปแบบเครือข่ายชุมชนดูแลสุขภาพที่ดีอบอุ่นมาก ศูนย์ HHC ของที่นี่ มีศูนย์กายอุปกรณ์ด้วย มีเครื่องมือเครื่องไม้ อาทิ เตียง Fowler เตียงลม และรถเข็น ซึ่งได้งบประมาณมาจาก สปสช ทุนผู้พิการ เครื่อง suction ไว้ดูดเสมหะ ซึ่งของทุกอย่างมีคนรอใช้อยู่เกือบตลอดเวลา
คุณภัณฑิราเล่า case ตัวอย่างให้ฟังจำนวนมาก รุปภาพ powerpoints วิ่งไปเป็นสายๆ แต่คุณภัณฑิราไม่ต้องดูโพยหรือโน้ตแต่อย่างใด แสดงถึงความรู้จักคนไข้ทุกคนเป็นอย่างดี แต่ละ case มีเรื่องเล่าจำเพาะเจาะจงทั้งสิ้น ระบบของ รพ.นาหม่อมนี้ ถ้ามี case เรื้อรังที่จำเป็นต้องไปเยี่ยมบ้าน จะมีการส่งทีมไปดูที่ทางที่บ้านก่อน เพื่อจะได้ตระเตรียมช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ รวมทั้งการไปทำความรู้จักกับ primary caregiver ที่บ้าน เพื่อที่จะแนะนำเทคนิกการดูแลคนไข้ ที่เป็นญาติของตนเองอย่างไรบ้างโดยละเอียด ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ collection รูปถ่ายกิจกรรมของทีม HHC รพ.นาหม่อม จึงประกอบไปด้วยรูปพยาบาล รูปทีม PCU และ HHC กำลังทำความสะอาดลานบ้าน จัดบ้าน เป็นจำนวนมาก คือภาพการเตรียมต้อนรับกลับบ้านคนไข้นั่นเอง จากรูปเหล่านี้แทบจะไม่สามารถแยกออกว่าใครเป็นเจ้าหน้าที่ ใครเป็นญาติ ทุกคนทำงาน ยิ้มแย้ม เหมือนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน
ด้วยระบบเกาะติดของ HHC นี่เอง บางครั้ง รพ.นาหม่อมจึงสามารถตรวจพบว่ามีคนไข้บางคนที่อพยพย้ายที่อยู่มาจากนอกเขต และทำให้ไม่อยู่ในทะเบียนราษฎร์ เมื่อพบ case แบบนี้ เจ้าหน้าที่ รพ.นาหม่อมก็จะติดต่อประสานกับเขต เพื่อหาทางออก เช่นโอนย้ายสำเนาสำมะโนครัว หรือพามาลงทะเบียนบัตรทอง ติดต่อเรื่องค่าช่วยเหลือคนพิการ หน่วยงานที่รับผิดชอบและให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้เป็นต้น
การทำงานมีการประสานกันทั้งทีมแพทย์ ผู้บริหาร หัวหน้าหอผู้ป่วยใน หัวหน้า PCU และ HHC รวมไปถึงคนขับรถ และทีมภายนอกได้แก่ อสม. อบต. และนายอำเภอ สาธารณสุขตำบล
ได้ฟังเรื่องราวแล้วอิจฉาชาว อ.นาหม่อมมากเลยค่ะอาจารย์
ถ้าสถานพยาบาลของประเทศเราเป็นได้แบบนี้ทั้งหมด ก็คงจะดีมาก
เพราะทางหนึ่งเป็นการช่วยลดช่องว่างระหว่างคนในสังคม
ขอบคุณที่เอาเรื่องราวดีๆ มาแบ่งปันเสมอค่ะ
ผมไปฟังเสร็จก็รู้สึกอิ่มใจไปทั้งวัน จินตนาการเอาเองว่าคนใน รพ.นาหม่อมจะรู้สึกอย่างไรขนาดเรายังรู้สึกดีขนาดนี้ ก็ยิ่งอิ่มใจมากขึ้นๆไปอีกครับ
พอลล่ามีรพ.ที่ทำแบบนี้อีกเยอะเลยค่ะ หากแต่ว่ายังหาคนที่จะไปช่วยหยิบมาเล่าเรื่องขยายต่อค่ะ ขอบคุณที่อาจารย์ได้ช่วยนะคะ
คุณพอลลาครับ
เห็นด้วย 100% ครับว่า เรื่องราวน่าประทับใจนี้ ไม่ได้เป็นของหายากเลย เพียงแต่ว่าเราใช้เวลามองหาไปรอบๆตัวเราหรือไม่ หรือแค่ลงมือสร้างขึ้นมาด้วยมือเราก็ได้หรือไม่
เท่านั้นเอง
สวัสดีครับอาจารย์
ผมเข้ามาอ่านบันทึกนี้เมื่อ2 วันก่อนครับ
พบประโยคนี้แล้ว จี๊ดมากครับ...
แต่ตอนนี้มีอยู่แค่ 2 คน เป็น ผ.อ. 1 คือ หมอสุธาทิพย์ ธรรมชาติ และน้องหมอที่พึ่งจบมา 1 ปีอีกคนนึง จึงเป็นที่คาดได้ว่างานจะหนักขนาดไหน ทว่าความหนักของงานนั้น ไม่สามารถจะประเมินได้เลยจากสีหน้า แววตา และน้ำเสียง ของบุคลากรที่นี่
แบบบว่าในทางที่รู้สึกดีนะครับ ได้สติ...
แบบว่าที่ทำงานก็หนักเหมือนกัน...บางครั้งก็ยิ้ม บางครั้งก็เศร้า
แบบว่าประคองสติให้เบิกบานไม่ได้ตลอด...
การบอกเล่าเรื่องราวของท่านอาจารย์ทำให้ผมสะท้อนความรูสึกตัวเอง
และมีเสียงภายในที่บอกตนเองว่า..
อืม..นายขี้แอะไปหรือเปล่า... เห็นไหมคนอื่นเขาหนักเขาก็ยิ้มได้ เกิดเรื่องราวที่ดีๆ...แต่นายบางครั้งก็ยังมีเสียงบ่นเล็ดลอดมาภายในใจ....
เป็นเสียงภายในที่ทำให้เกิดการกระตุ้นเตือน หรือปลุกตนเองให้รู้สึกตัว ให้ก้าวสู่สภาวะใหม่..เป็นสภาวะที่อาจจะทำให้ไม่เกิดเสียงบ่นภายในจิตใจต่อไปครับ...
ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ
เพราะวันนี้ผมก็อยู่สองคน..เรื่องเล่าอาจารย์ ประโยคนี้ก้องในหูและให้สติผมตลอดเลยครับ....แม้ว่าจะเกิดทุกขเวทนาทางกายหลายๆก็ตามครับ...
คุณหมอสุพัฒน์ครับ
เรารู้สึกอย่างไร ไปหักห้ามไม่ได้หรอกครับ และก็ไม่ได้แปลว่าดี/ไม่ดีด้วย เพราะความรู้สึกเป็นแค่การแปลผลในระดับสมองเท่านั้น
แต่หลังจากเรารู้สึกแล้ว เราทำอย่างไรกับความรู้สึกนั้น ตรงนี้ผมว่าสำคัญกว่าเยอะ เรามีความมุ่งมั่นเพิ่มขึ้น ลดลง เรานำไปปรับปรุงหรือท้อแท้ เรามองหาสาเหตุ แก้ไข หรือว่าไม่ฟังเสียง ดันทุรัง เรามองหาความหมายของสัญญานหรือว่าไม่ยี่หระ ไม่สนใจ ฯลฯ
ทั้งนี้เพราะคนเรานั้นต่างกันครับ เราไม่ควรทุกข์เพียงเพราะเราต่างกัน (เพราะคนเราทุกข์จากสัพเพเหระอื่นๆมากอยู่แล้ว)
แล้ววันนี้ คุณหมอ 1 ใน 2 ก็จากไปแล้ว
RIP นะคะคุณหมอสุธาทิพย์