ในบรรดาหนังสือธรรมะที่มีอยู่ ข้าพเจ้ามีหนังสือของท่านพุทธทาสมากที่สุด หนังสือที่ชื่อ คู่มือมนุษย์ นั้นข้าพเจ้าซื้อทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษเลยที่เดียว หนังสือที่ชื่อ ตัวกู ของกู ก็เคยซื้อสมัยที่พิมพ์ออกมาเป็นเล่มหนาๆ แถมมีหนังสือที่เป็นวารสารชื่อ ดอกโมกข์ รายสามเดือน ที่จะมีจำหน่ายเป็นครั้งคราวด้วย แต่แถวจังหวัดของข้าพเจ้าหาซื้อได้เป็นพักๆ จึงซื้อติดต่อกันไม่ตลอด ข้าพเจ้าชอบอ่านหนังสือของท่านและชอบใจในสิ่งที่ท่านสอนมาก คำสอนของท่านพุทธทาสนั้นตรงและมีเหตุมีผล ไม่เจือปนเรื่องราวเปลือกนอกของพุทธศาสนา ท่านได้สอนหลักใหญ่ใจความที่สำคัญมาก นั่นคือการละทิ้งตัวกูและของกูให้ได้เพื่อให้เข้าสู่ความว่าง แถมท่านสอนว่า จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง คำสอนนี้ทำเอาผู้คนที่ไม่ได้สนใจในทางธรรมและเห็นอะไรแต่ในทางโลกอย่างเดียวต่างมีอาการไม่เข้าใจว่า อะไรคือจิตว่าง
การละทิ้ง ตัวกู ของกูนั้น มันไม่ใช่ของง่าย แต่ถ้าละทิ้งได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็คือ ความสุขที่แท้จริงในชีวิต ข้าพเจ้าเชื่อในสิ่งที่ท่านสอน เข้าใจในหลักการที่ท่านว่า แต่ปัญหาก็คือข้าพเจ้าไม่ได้ปฎิบัติธรรมในขณะนั้น จึงไม่รู้วิธีในการละทิ้งตัวกู ของกู ดังที่ท่านว่า เพราะการละทิ้งสิ่งนี้มันยากเอามากๆ แถมไม่สามารถทำได้ด้วยการท่องจำทำความเข้าใจหรือสะกดจิตตัวเอง การจะละทิ้งตัวกูของกูได้ มันต้องมาจากการฝึกจิต เพื่อจะเรียนรู้ว่า ที่เห็นว่าเป็นตัวเราของเรานั้น มันเป็นสิ่งลวงตาลวงใจ การยึดเหนี่ยวสิ่งเหล่านี้ไว้มีแต่จะทุกข์ กายนี้ จิตนี้ก็ไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง แต่เพราะไปหลงยึดไว้มันจึงก่อให้เกิดทุกข์
การจะประจักษ์แจ้งในเรื่องนี้ ต้องผ่านการปฎิบัติธรรม เมื่อเรารับรู้ว่า เรานั้นประกอบด้วยกายกับจิต เมื่อเรานั้นได้มองเห็นความไม่เที่ยง ได้เห็นการเกิด การดับของรูปนาม ด้วยตัวเอง เมื่อนั้นเราก็จะสลัดความคิดเห็นผิดๆ เกี่ยวกับตัวเราของเราออกไปได้ เพราะเมื่อรู้จริงเห็นแจ้งแบบนั้นเราก็จะปล่อยวางมันลงได้ในที่สุด ข้าพเจ้าก็ยังอยู่ในขั้นเรียนรู้ที่จะปล่อยวางตัวกูของกูลง เช่นกัน แม้จะไม่ก้าวหน้ามากนัก แต่ก็คิดว่าจะทำได้มากขึ้นในอนาคต
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คำสอนที่ตรงที่สุดสั้นที่สุดของพระพุทธองค์ คือคำสอนและวิถีปฎิบัติเพื่อปล่อยวางตัวตนของเรา นอกเหนือจากนี้ไม่ใช่พุทธที่แท้ ดังนั้นเมื่อเราปฎิบัติธรรมมาถูกทาง เราจึงควรจะละวางตัวตนลงได้เรื่อยๆ ไม่ใช่ยิ่งปฎิบัติจะยิ่งคิดเห็นไปว่าเรากลายเป็นผู้วิเศษ ดีเลิศ มีคุณธรรมกว่าคนอื่น การติดยึดในความดี ก็แย่พอๆกับการติดยึดในความไม่ดีเช่นกัน เพราะมันคือการอยู่ในความคิดที่ว่า มีตัวกู ของกู อยู่นั่นเอง
การได้กลับมาอ่านหนังสือที่ชื่อว่า ตัวกู ของกู ในครั้งนี้ หลังจากการปฎิบัติธรรมได้ครบหนึ่งปี ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจในสิ่งที่ท่านสอนได้แจ่มแจ้งขึ้น จนบางครั้งถึงกับนั่งหัวเราะอยู่คนเดียว เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ท่านพุทธทาสได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ถ้าจะให้เทียบกับคำสอนแบบหลวงพ่อชา หลวงพ่อชานั้นท่านว่าตรงๆ แบบลูกทุ่ง แต่ลึกซึ้งกินใจ แต่คำสอนท่านพุทธทาสนั้น อาจจะทำให้คนผู้มีปัญญาทั้งหลายถึงกับหงายหลัง เพราะท่านพูดตรงมาก และตรงประเด็นด้วย ขอยกตัวอย่างข้อความในหนังสือของท่านดังนี้
ต่อคำถามที่ว่าทำไมพวกเราสมัยนี้จึงได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนาน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับประโยชน์ทั้งหมดที่พุทธศาสนาได้มีให้ ไม่มีสันติภาพอันพอควรในหมู่มนุษย์ ซึ่งถือกันว่าเป็นสัตว์สูงเหนือสัตว์ทั้งปวง จนถึงกับกล่าวได้ว่าสันติภาพมีในหมู่สัตว์เดรัจฉานทั่วไปมากกว่าที่มีอยู่ในหมู่มนุษย์ เพื่อจะตอบปัญหานี้ เราควรจะทำความเข้าใจเสียก่อนว่า คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนานั้นมีอยู่สองประเภทใหญ่ๆคือ เข้ามาเกี่ยวข้องเพียงสักว่าทำตามบรรพบุรุษ หรือตามประเพณีอย่างหนึ่ง กับอีกอย่างหนึ่งนั้น เป็นเพราะมีความต้องการในใจอย่างใดอย่างหนึ่งจากศาสนา
สำหรับอย่างแรกคือ การถือศาสนาสักว่าทำตามบรรพบุรุษหรือตามประเพณีนั้น ไม่มีผลเป็นชิ้นเป็นอันสำหรับตัวบุคคลนั้นเอง ส่วนการถือศาสนาเพราะมีความมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ก็ยังแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ประเภทที่มีเจตนาอันบริสุทธิ์ คือเข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนาเพื่ออยากพ้นกิเลส พ้นความทุกข์ใจทั้งปวงคนพวกนี้เป็นพวกที่น่าจะได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือ เท่าที่จะช่วยเขาได้ ส่วนอีกประเภทหนึ่งไม่มีเจตนาอย่างนั้น เข้ามาก็เพราะหวังจะเอาอะไรโง่ๆ จากพระศาสนา เช่นเอาเครื่องรางของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์ อยากให้มีโชค ให้ได้ชัยชนะ หรือแคล้วคลาดจากศัตรูภูติผีปีศาจ และโรคภัยไข้เจ็บ แล้วก็เที่ยวหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์มาแขวนไว้ที่คอ จนคอแทบจะทนไม่ไหว โดยไม่มีความรู้เลยว่านั่นคืออะไร มีมูลมาจากอะไร และเพื่ออะไร สิ่งที่ตนคิดว่าเป็นของขลังและศักดิ์สิทธิ์นั้นกลับกลายเป็นข้าศึกแก่ตัวเอง ปิดบังปัญญาของตัว......
นี่คือส่วนหนึ่งของข้อความในหนังสือที่ชื่อ ตัวกู -ของกู ของท่านพุทธทาส เป็นหนังสือที่ข้าพเจ้าอยากแนะนำให้ชาวพุทธทั้งหลายได้อ่านเป็นอย่างยิ่ง
