บางครั้งมันเป็นเรื่องของจิตสำนึกกันมากกว่า..ถ้าคิดได้กัน..หลายเรื่องก็ไม่ต้องไปถึงตำรวจ..และศาล..ให้ต้องเสียเงิน...กันแต่ปัญหาก็คือคิดไม่ได้..ตกลงกันไม่ได้..แถมดีไม่ได้..ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น..รู้แต่กฎของ"ตูเอง"มีอะไรไหม..

ตอนอยู่กรุงเทพ วันหนึ่งต้องถอยรถ ที่มีรถยนต์จอดแบบแทบจะไม่เหลือที่ว่างให้เข้าไปได้อีกหนึ่งคัน..คือ".ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวจริงๆ..จึงจะเข้าจอดในช่อง(แคบ)นั้นได้".(.ดีนะตอนนั้นใช้รถคันไม่ใหญ่มาก ถ้าเป็นตอนนี้หมดสิทธิจอดอีก)..แล้วที่จอดรถในกรุงเทพนี่..ก็หาไม่ได้ง่ายๆเลยโดยเฉพาะแถวถนนข้าวสาร..เมื่อเห็นช่อง..ที่สามารถเข้าไปจอดได้ ก็ต้องอาศัยรีบถอยเข้าไปจอดเหมือนกัน..แต่ก็ไม่ได้ประมาทก็ใช้ความระมัดระวังตามสมควร ที่คิดว่าวิญญูชนคนขับรถทั่วไปต้องทำ..ก็มองตรงที่จอดกวาดสายตาไปแล้ว..เออ..ไม่มีโต๊ะ เก้าอี้ หรือสิ่งกีดขวางใดๆคือมองในระดับสายตาคนนั่งขับรถ..ไม่ได้ลงทุนขนาดชะโงกไปดูขนาดนั้น..คนขับรถในกทม ก็ทราบกันดีว่ารถในกรุงเทพติดมาก..ขืนชักช้า..รถค้นหลังด่าตายเลย..ดังนั้น โดยปกติของวิญญูชนคนขับรถยนต์ทั่วไปก็ต้องมองรถด้านหน้า รถด้านหลัง ข้างๆรวมทั้งfootpath ก่อนถอยรถ..เพื่อระวังไม่ให้ชนอะไรหรือเฉี่ยวท้ายรถเขา.. แล้วเชื่อว่าวิญญูชนคนขับรถทั่วไปก็จะปรับกระจกรถด้านข้างในระดับที่สามารถมองด้านข้างได้ในมุมที่กว้างคือทั้งด้านข้างและด้านล่างในระดับพอดีๆเพื่อจะได้ปลอดภัยที่สุดในการมองเวลาเปลี่ยนช่องทางจราจรหรือตอนถอยหลังรถ..คงไม่มีใครปรับกระจกเพื่อมองแต่พื้นถนนอย่างเดียวแน่ๆ..

แต่เจ้ากรรมเจ้าของร้านค้าตรงถนนข้าวสารคนนี้ซ่าส์มาก เอากระถางต้นไม้เล็กๆวางไว้บนถนนข้างๆทางเท้า .."สงสัยมากว่าวางไว้ทำไม..ไว้ให้ใครดู..มีเจตนาเพื่ออะไร..กัน"วางไว้บนฟุตบาตก็ผิดแล้ว..แล้ว..ที่สำคัญคือ. วิญญูชนคนขับรถยนต์ทั่วไป"ที่ไหนจะมีตาล่างมองเห็นได้"ขนาดนั้น เว้นแต่ ปรับกระจกแบบไม่มองข้างๆเลยมองแต่พื้นดิน..อันนี้ก็อาจมองเห็น หรือว่าตอนจะเข้าจอดต้องลงมาเคลีย์พื้นที่ก่อน.."มีระเบิดหรือเปล่า"...ต้องลงไปดูหรือโผล่หน้าต่างรถก้มลงดูที่พื้นว่ามีกระถางต้นไม้หรือเปล่า..คิดว่าคงไม่มีใครทำกันขนาดนั้น...เว้นแต่มีคนนั่งไปด้วยลงมาช่วยดู..อันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง..คือโดยปกติเชื่อว่าวิญญูชนก็น่าจะมองดูทั่วไปๆว่า เออ..ที่ว่างจอดได้..และก็ถอยด้วยความระมัดระวังไม่ให้รถเราไปเฉี่ยวรถค้นหน้าและคันหลัง ไม่ให้เสยฟุตบาต...เป็นใช้ได้แล้ว..

ดังนั้น งานนี้ จอดเสร็จลงจากรถ ตาคนนี้ก็วิ่งหน้าตั้งมาเลย.."คุณชนกระถางต้นไม้ผม..เราก็บอกเขาว่าอ้าว..แล้วคุณเอามาวางตรงนี้ได้อย่างไรกัน.. มันเป็นการ"กีดขวางทางจราจร"นะ.."ตาคนนี้ก็มาเป็นชุดเลย..แต่เราก็ไม่ยอมจ่ายให้..เพราะเรารู้สึกว่า..เอามาวางได้อย่างไร.(.รถเราเป็นอะไรไปหรือเปล่า..ยังไม่ได้ดูเลย..เดี๋ยวก็เรียกค่าเสียหายบ้างหรอก..)แล้ว..ทางเนี่ยนะก็แทบจะไม่มีให้เดิน ให้จอดรถกันอยู่แล้ว..ไม่รู้หรือไง..."ก็น่าจะรู้ๆอยู่ว่าตัวเองผิด ผิดตั้งแต่เอาออกมาวางแล้ว..ยังมาเถียงอีก..แถมขู่อีก..เดี๋ยวจะไปแจ้งตำรวจ."(แล้วตำรวจแถวนั้นเขาไม่มีตักเตือนแกบ้าง..หรืออย่างไร).เราก็เลยกวนๆเล็กน้อย..แล้วก็บอกว่าเชิญเลยคะ ไปเลย..รีบไปแจ้งตำรวจมาจับด้วย...ที่นี้..มาเป็นชุดเลย..ฟังแทบไม่ทัน.."คิดในใจความจริงมีเงินหรอก..นะแค่นี้เอง..อย่างมากก็คงไม่เกินห้าสิบบาทหรือร้อยบาทเท่านั้นแหละ ดูแล้ว.."แต่ไม่จ่าย..คือถ้าพูดดีกว่านี้ว่าตัวเองก็ผิดไป แต่คุณก็ทำกระถางผมแตกช่วยกันหน่อยหรืออะไร..แบบนี้ก็ได้..ไม่มีปัญหา..จะให้...อย่าว่าแต่แค่ห้าสิบบาทเลยพูดดีๆหน่อย..ร้อยสองร้อยก็ให้ได้..ไม่มีปัญหา..แต่ขอเตือนกันหน่อย..ไม่ได้เหรอ..และจะขอโทษด้วยนะที่ทำให้เขาต้องเสียเวลาไปซื้อกระถางใหม่....แต่นี่อะไร..สวนมาเป็นชุด..เล่นซะมึนไปเลย..อับอายขายหน้าประชาชีแถวนั้นอีกต่างหาก..

ปรากฏ..ตาคนนี้เดินตามเลย."ไม่ยอม"ข้าวของที่ร้านไม่ขายแล้วหรือไง..จะเอาเงินให้ได้ลุยไปถึงสถานที่ที่เราจะไปเลย..แล้วโว๊ยวายให้เราต้องขายขี้หน้าชาวบ้าน..เพราะแกเสียงดัง.."แกบอกว่าอะไรกันแค่นี้ไม่กี่บาท จ่ายให้ไม่ได้เหรอ..อะไรประมาณ"นี้ ด้วยความอายชาวบ้านเพราะเขาไม่รู้ที่มาที่ไป..เขาก็มองเรา..งง..ว่าไปทำอะไรมา..คนตามมาทวงเงินแค่ไม่กี่บาท.."ว่าแล้วตัดความรำคาญ..ก็เลยให้ไปห้าสิบบาท"ด้วยความอายชาวบ้านหรอกนะ..ไม่อย่างนั้น "ฝันไปเถอะ..ไปแจ้งตำรวจก็ไม่กลัว..ทำไมไม่ไป.."อยากรู้เหมือนกันว่าเราจะผิดข้อหาอะไร...จะได้บอกตำรวจด้วย..ให้ช่วยเดินสอดส่องแถว..หน้าร้านตาคนนี้ด้วย...ว่าชอบเอาสิ่งของมาวางกีดขวางทางจราจรหรือเปล่า.. มิฉะนั้นจะถือว่า."เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่...เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด"ได้..

ที่แน่ๆไม่ผิดฐานทำให้เสียทรัพย์แน่ๆอยู่แล้ว เพราะประมาททำให้เสียทรัพย์ไม่มี  จะผิดทำให้เสียทรัพย์ได้ ต้องมีเจตนาเท่านั้น และไม่คิดว่าตนเองประมาทด้วยนะ..เพราะอะไร เพราะประมาทเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังได้แต่ไม่ใช้..อันนี้คิดว่าใช้ความระมัดระวังแล้วตามที่วิญญูชนคนขับรถยนต์ทั่วไปพึงมี.. แต่มันน่าจะเป็นเหตุสุดวิสัยมากกว่า เป็นสิ่งที่มิอาจคาดหมายได้ว่า"จะมีตาคนนี้..เอากระถางต้นไม้อะไรเนี่ย..มาวาง ไว้เช่นนี้.."

ทำให้เสียทรัยพ์จะผิดได้..ต้องมีเจตนาในการกระทำผิด (ไม่ว่าจะเจตนาโดยรู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลในการกระทำ หรือโดยรู้สำนึกในการกระทำและย่อมเล็งเห็นผลในการกระทำก็ตาม)ก็ไม่เลย..ไม่เป็นเจตนาแน่นอน..แล้วจะผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ได้อย่างไร..แล้วก็ไม่น่าจะผิดละเมิด ไม่ได้จงใจกระทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย และก็ไม่น่าจะเป็นประมาทเลินเล่อด้วย แต่น่าจะเป็นเรื่องเหตุสุดวิสัยมากกว่า เพราะฉะนั้น..จะเอาผิดและหรือเรียกร้องอะไรเราได้....

แต่ตาคนนี้..น่าจะถูกปรับ ฐานวางสิ่งของขีดขวางทางจราจรหรือกีดขวางทางสาธารณะ ถ้าจำไม่ผิดเป็น"ความผิดลหุโทษ" พวกนี้อัตราโทษต่ำมากคือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท..โดนแน่ๆอยู่แล้ว...."ยังมาซ่าส์อีก"

แต่สรุปว่าจ่ายไปห้าสิบบาทก็ด้วยความอายชาวบ้านเขานั้นแหละ...ว่าแต่ว่าหลังจากนั้นแกไปหาซื้อกระถางใบใหม่มาวางไว้อีกหรือเปล่า..ถ้าวางอีกวันๆแกคงมีรายได้จากค่ากระถางต้นไป..ไปหลายบาทเหมือนกันนะเนี่ย..เผลอๆมากกว่ากำไรที่แกขายของในร้านหรือเปล่า..หวังว่าคงไม่ใช่การหารายได้พิเศษนะคะ...อโหสิกรรมให้ซึ่งกันและกันไปก็แล้วกัน..ชาติหน้าถ้ามีจริงก็จะได้ไม่ต้องมาเจอกันอีก..(นะ)...แต่ก็ยังจำได้อยู่นะ..ถ้าจะไปจอดรถแถวถนนข้าวสารก็ขอให้ระวัง..นะคะ..เดินลงมาดูความเรียบร้อยก่อนนะคะ..มิฉะนั้นอาจจะเจออะไรแปลกๆแบบนี้ได้..

ด้วยความปรารถดี

จากหมูอ้วน..