ชีวิตของผมเกิดมาเป็นนักอ่านโดยแท้    จะมีความสุขมากถ้าได้มีโอกาสอยู่คนเดียวเงียบๆ อ่านหนังสือ    ตอนเด็กๆ พ่อแม่พี่น้องจะเล่าลือในความบ้าอ่านหนังสือของผม    บ้านที่บางขุนนนท์เต็มไปด้วยชั้นวางหนังสือที่ทำ built-in แบบง่ายๆ คือใช้ไม้กระดานทำเป็นชั้นตลอดแนวฝาบ้านซึ่งเป็นไม้

         ผมชอบอ่านหนังสือหลายประเภท     บ้าเป็นช่วงๆ    ช่วงหนึ่งบ้าอ่านนวนิยาย    ตะลุยอ่านของดอกไม้สดหมดทุกเล่ม    นวนิยายชุดล่องไพรของน้อย อินทนนท์     ของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง    เรื่องสั้นของ อ. อุดากร   หนังสือหลากหลายประเภทของ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช    เรื่องเหมืองแร่ของอาจินต์ ปัญจพรรค์     เรื่องขำขันเสียดสีของ ฮิวเมอริสต์ นายรำคาญ    ช่วงหนึ่งบ้าอ่านเรื่องเชิงจิตวิทยาในการสร้างกำลังใจของหลวงวิจิตรวาทการ    อีกช่วงหนึ่งบ้าอ่านหนังสือประวัติศาสตร์    ประวัติศาสตร์ชนชาติไทย ๕ เล่มจบ  ประวัติศาสตร์สากล จำไม่ได้ว่ากี่เล่มจบ  โดยหลวงวิจิตรวาทการ

         ผมชอบอ่านหนังสือดาราศาสตร์ด้วย    แต่ตอนนั้นความรู้ด้านนี้ยังแคบมาก    แตกต่างจากเดี๋ยวนี้ลิบลับ ที่ความรู้ด้านดาราศาสตร์ก้าวหน้ามาก     และดูทีวีหรือวิดีโอได้ความเข้าใจดีกว่าอ่านหนังสือ    ผมอ่านหนังสือเพราะอยากรู้ อยากเข้าใจ    สนุก    บางครั้งอ่านเอาสำนวน  ทำความเข้าใจธรรมชาติของคน    ทำความเข้าใจสังคม

         เมื่อเริ่มทำงาน  และได้สัมผัสเรื่องหลักการบริหาร    ผมตะลุยอ่านหนังสือด้านการบริหารด้านต่างๆ    ส่วนใหญ่อาจารย์นิด้าและจุฬาเขียน    ผมอ่านสำหรับเอาความรู้เหล่านั้นมาทำความเข้าใจและปรับใช้ในการทำงานบริหาร     ผมตระหนักว่าตัวเองไม่มีความรู้ด้านนี้ ต้องขวนขวายหาความรู้มาใช้งาน    ผมได้ฟังนักวิชาการด้านการบริหารบรรยายในการอบรมหรือประชุมปฏิบัติการบ่อย     ฟังแล้วบางเรื่องผมไม่ค่อยเชื่อ หรือไม่แน่ใจ     ผมก็ซื้อหนังสือมาอ่านหนังสือด้านจิตวิทยาผมก็ชอบอ่าน    เพราะช่วยให้เข้าใจมนุษย์มากขึ้น    หลังๆ นี้หนังสือเชิงการบริหาร กลายเป็นการจัดการ บวกจิตวิทยา     ผมหันไปอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ เพราะรู้สึกว่าหนังสือไทยมีข้อจำกัดตรงไปคัดลอกเขามาแบบไม่รู้จริง    ไม่ได้เขียนจากประสบการณ์ตรงของผู้แต่ง  

         หนังสือด้านวิทยาศาสตร์ระดับประชาชน ผมก็ชอบอ่าน    และอ่านหนังสือภาษาอังกฤษล้วน    อ่านไปพิศวงไปว่าเขาเขียนเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่ายได้อย่างไร    ไม่พิศวงเฉยๆ หาทางทำความเข้าใจวิธีเขียน เอามาฝึกฝนตนเองด้วย   

         เช้าวันที่ ๖ ม.ค. ๕๑ ผมหยิบหนังสือ “หมู่บ้านชาวนาปฏิวัติ บนแผ่นดินอีสานตอนบน” โดย ธันวา ใจเที่ยง มาอ่าน    ผมลองอ่านแบบใหม่    คือไม่เน้นค้นหาคำตอบ หรือสาระ ที่ได้จาก หนังสือ    แต่เน้นหาคำถาม    ว่าผู้เขียนหนังสือ (ซึ่งมาจากการวิจัย) นี้มีคำถามอะไร    เขามุ่งตอบคำถามอะไร    เขาตั้งคำถามอะไร    ทำไมจึงตั้งคำถามอย่างนั้น    ทำไมไม่ตั้งคำถามแบบอื่น    เป็นการอ่านเพื่อขยี้ คั้นเอาเรื่องราวของคำถาม    โดยวิเคราะห์เอาจากคำตอบที่เขาเขียน    อ่านแบบนี้สนุกมากครับ    และเป็นการอ่านแบบไม่อ่าน    แต่เป็นการ “ขยี้” หนังสือ

         ผมเกิดความรู้สึกว่า ผมสามารถหาความสุขสำราญจากหนังสือได้หลายแบบ    นับเป็นคนโชคดี     และยิ่งนับวันผมก็ยิ่งมีวิธีการอ่านหนังสือหลากหลายแบบ    วันนี้อ่านแบบ ขยี้หนังสือผ่านคำถาม    เป็นคำถามของผมที่ถามหาคำถามของผู้เขียน   

         เนื่องจากหนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดโครงการวิจัย เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไทย  ที่มี ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เป็นหัวหน้าโครงการ     ผมบอกตัวเองว่าโจทย์หรือคำถามวิจัยของทั้งชุดโครงการคือ สถานภาพของการดำรงอยู่ของเศรษฐกิจครอบครัวและหมู่บ้าน ในช่วงเวลา ๕๐ ปี ระหว่าง ค.ศ. ๑๙๔๕ – ๑๙๙๕ เป็นอย่างไร     เป็นคำถามที่กว้างและมีลักษณะ descriptive     ผมตีความอย่างนี้ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือไม่   

         ส่วนคำถามของหนังสือเล่มนี้ เจาะลงไปที่ เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านชาวนาปฏิวัติในภาคอีสานตอนบน     โดยเจาะที่หมู่บ้านริมฝั่งโขงในจังหวัดสกลนครและนครพนม    ที่เคยได้รับอิทธิพลจากพรรคคอมมิวนิสต์     ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นว่าชุมชนหมู่บ้านชาวนาถูกกดขี่ขูดรีดจากส่วนกลาง     และได้พยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดหลากหลายรูปแบบ 

         ผมตั้งคำถามว่า คำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไทยคืออะไร    ผมตอบตัวเองว่า คือ “เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไทยจะดำรงอยู่ในท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ของประเทศและของโลก ได้อย่างไร     มีปัจจัยอะไรบ้างที่ชาวบ้านในชุมชนจะต้องพัฒนาขึ้นเพื่อความอยู่รอด อยู่ดี    และสภาพของชุมชนหมู่บ้านจะเป็นอย่างไรในอนาคต”     คือผมคิดว่าการศึกษาชุมชนและหมู่บ้านแนวประวัติศาสตร์มีมากพอควร     แต่ไม่เห็นมีการศึกษาเชิงอนาคต    ผมมีคำถามว่าการศึกษาเชิงอนาคตสำหรับชุมชนชาวนาควรทำอย่างไร     อีก ๕๐ ปี ประเทศไทยจะยังมีชุมชนชาวนาอยู่หรือไม่     ถ้ามี จะมีสภาพอย่างไร     ผมมองว่าโจทย์วิจัยเชิงวิชาการทางสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์เน้นทำความเข้าใจอดีตเพียงด้านเดียว     ไม่เน้นโจทย์ว่าสังคมหรือชุมชนในปัจจุบันจะดำรงความมั่นคงไปสู่อนาคตที่ดีได้อย่างไร     ไม่เน้นโจทย์ว่าสังคมหรือชุมชนในปัจจุบันจะเรียนรู้ หรือ “กรองสถานการณ์” นำมาใช้ปรับตัวสู่อนาคตได้อย่างไร    คือขาดโจทย์วิจัยด้านการเรียนรู้ของสังคมหรือชุมชนนั่นเอง  

         อีก ๔ ปีหลังจากนั้น คือในปี ๒๕๕๐ อ. ธันวา ใจเที่ยง ก็พิมพ์หนังสือ “นิเวศชาวนาลุ่มแม่น้ำโขง” ออกมา โดยเป็นผลงานวิจัยเรื่อง “นิเวศวิทยาชาวนา : ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาทางนิเวศวิทยาของกลุ่มชาวนาลุ่มแม่น้ำโขง”     อ่านแล้วผมสรุปเอาเองว่า นิเวศชาวนา คือกระบวนทัศน์พอเพียง     ซึ่งต่างจากกระบวนทัศน์ไม่พอเพียงของตะวันตก    เป็นการทำความเข้าใจนิเวศชาวนาจากการศึกษาสภาพจริงในปัจจุบัน และศึกษาประวัติศาสตร์บอกเล่าของชาวนาในพื้นที่ดังกล่าว    แต่จริงๆ แล้วหนังสือเล่มนี้มีเรื่องราวชีวิตจริงของผู้คนมากมาย

         ที่ผมติดใจคือคำนำของ ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา      พอดีเมื่อวันที่ ๗ ม.ค. ๕๑ ผมไปฟัง Prof. David Gross พูดเรื่อง fundamental physics ดังที่เล่าไว้ใน http://gotoknow.org/blog/thaikm/158097    หัวสมองของผมจึงยั่งกรุ่นความรู้สึกเกี่ยวกับวิธีวิจัยเรื่องที่เป็นนามธรรมมากๆ อยู่     และผมมองเห็นความเหมือนในการสนุกกับการวิจัยด้าน fundamental physics กับด้านมานุษยวิทยาที่ ศ. ฉัตรทิพย์ใช้     คือการมีทฤษฎีบางอย่างไว้เป็นกรอบคิดที่ลึกและชัด แต่ก็เข้าใจทฤษฎีอื่นๆ อีกหลายทฤษฎีด้วย 

         ศ. ฉัตรทิพย์ใช้ทฤษฎีเศรษฐกิจชุมชนชาวนาเป็นหลัก    แล้วจึงไปเที่ยวหาเรื่องราวของสภาพสังคมจริงๆ เอามาวิเคราะห์ว่าตรงกับทฤษฎีไหม   

         ถ้ามีเวลา  ผมชอบอ่านหนังสือแบบตั้งคำถาม    เพราะรู้สึกสนุกมาก    หรืออ่านแล้วโยงกับเรื่องอื่นๆ ดังกรณีโยงเรื่องเชิงมานุษยวิทยากับฟิสิกส์ทฤษฎี     แต่บางครั้งผมก็อ่านหนังสือแบบศึกษาวิธีเขียน    หนังสือ The Birth of the Chaordic Age โดย Dee Hock เขียนแบบมีส่วนของความคิดคำนึงของ “inner voice” เป็นตอนๆ     สลับกับการเล่าเหตุการณ์     หนังสือ “CSR การสร้างธุรกิจด้วยพลังวิสัยทัศน์” ที่แปลมาจาก “Visionary Business. An Entrepreneur’s Guide to Success” โดย Marc Allen เขียนแบบสมมติตัวละคร     ผมบอกตัวเองว่า น่าเสียดายที่ผมเขียนแบบนั้นไม่เป็น     เพราะเป็นวิธีเขียนเรื่องยากๆ เชิงนามธรรมให้เป็นรูปธรรมได้ และอ่านสนุก   

         เรื่องการอ่านหนังสือนี้ ถ้ามีโอกาสผมจะเล่าเพิ่มเติมเพราะมันเป็นชีวิตของผม

วิจารณ์ พานิช
๖ ม.ค. ๕๑  เพิ่มเติม ๘ ม.ค. ๕๑