รู้จักใจคือกำไรของชีวิต

 

<p align="center">หนังสืออ่านนอกเวลา</p>

เรื่อง รู้จักใจคือกำไรของชีวิต

</font><p align="center">โดย</p>

พระอาจารย์มานพ อุปสโม

</font><p align="center">เรียบเรียงโดย</p>

ฐิติขวัญ เหลี่ยมศิริวัฒนา

</font><p align="center"> </p><p align="center">ผู้อ่าน</p>

นางสาวมัสยา คันชั่ง

รหัส </font>47261714 ภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร <p align="center">มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน</p></strong><p align="center"> </p><p align="center">สรุปเนื้อหา เรื่อง รู้จักใจคือกำไรของชีวิต</p><p>      ใจของคนเรานี้ประเสริฐที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้เพราะใจ หนังสือเรื่อง "รู้จักใจคือกำไรของชีวิต" เป็นการสอนให้เรียนรู้และดูใจเป็น ดูใจทัน โดยฝึกสังเกต ตามดูและรู้ทันใจ จนเราสามารถเป็นนายเหนือใจได้ ธรรมะจะช่วยให้การดำเนินชีวิตราบรื่นและประสบแต่สิ่งดีงาม การที่จะเข้าถึงธรรม จะต้องเข้าถึงใจของตัวเองก่อนแล้วปฏิบัติ การเรียนรู้ใจคือการแสวงหาความสุข ซึ่งเป็นกำไรของชีวิตที่มีค่าที่สุด</p><p>    เราทุกคนมีชีวิตประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 2 ส่วน คือ กายกับใจ ซึ่งสุขและทุกข์นั้นเกิดขึ้นที่ใจ จึงมีคำกล่าวที่ว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว เพราะเหตุนี้จึงต้องมาเรียนรู้เรื่องของใจเพื่อที่จะได้สามารถดูแลรักษาใจให้ดีขึ้นกว่าเดิม ใจคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามี เพราะใจทำให้เรารู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ ใจจึงเป็นต้นเหตุของทุกปัญหา ทำให้เกิดทุกข์ เราจึงต้องสังเกตใจของตัวเอง และมองเหตุผลว่าคิดอย่างไรใจเราจึงจะเยือกเย็น มีสุข และคิดอย่างไรใจเราจึงเป็นทุกข์ เมื่อทำได้เราสามารถเปลี่ยนใจได้ โดยธรรมชาติของใจปกติจะต้องหาเรื่องมาคิดตลอดเลา ซึ่งคิดสิ่งใดก็จะกังวลใจเพราะสิ่งนั้น พระพุทธเจ้าทรงแนะวิธีพ้นทุกข์ ให้รู้จักพักผ่อนใจด้วยการ ฝึกพรากใจคือพรากใจด้วยการหยุดคิดถึงสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ แล้วหางานใหม่ให้ใจของเราคือ ให้หยุดคิดถึงคนอื่นแล้วหันมาคิดถึงตัวเองแทน การคิดถึงกาย เช่น สังเกตกายว่ากำลังทำอะไรอยู่ มีอิริยาบถอย่างไร และการคิดถึงความรู้สึก สังเกตใจว่าขณะนี้กำลังรู้สึกอย่างไร การหมั่นมองใจไปเรื่อยๆจะทำให้เรามีจิตใจหนักแน่น จะช่วยรับมือกับความทุกข์ทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นที่ใจ และพบกับความสุขที่แท้จริง</p><p>     การที่เราต้องเรียนรู้ตัวเองเพราะตัวเราเป็นบ่อเกิดหลักของความทุกข์ มีทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ จึงต้องจัดการใจด้วยการปฏิบัติธรรม คือการเรียนรู้ที่จะนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับความต้องการอันไม่มีสิ้นสุดของใจ เป็นการสอนเรื่องความพอเพียงให้กับใจ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับการตอบสนองใจกันตลอดชีวิตเพราะใจไม่รู้จักพอ โดยใช้วิธีการควบคุมใจ ด้วยการมองดูใจซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้มองดูใจคือ สติสัมปชัญญะ หมายถึง การระลึก การเอาใจใส่ การสังเกตขณะที่เรามีความรู้สึก เป็นการรรู้ที่พิเศษกว่าปกติ คือนอกจากจะรู้ว่าเกิดขึ้นแล้ว ยังรู้ว่าดับไปด้วย เป็นการรู้ที่เท่าทัน</p><p>      ควรเริ่มฝึกสติด้วยการสังเกตกาย มี 3 แนวทาง ได้แก่ แนวทางแรกคือ สังเกตลมหายใจ เหมาะสำหรับผู้ฝึกหัดใหม่ โดยเริ่มจากการนั่งท่าสบาย ตั้งตัวตรง สังเกตลมหายใจเข้าออก ปล่อยการหายใจให้เป็นธรรมชาติ คอยสังเกตอย่างต่อเนื่อง หรืออีกวิธีหนึ่งคือนั่งแบบสบายๆ หายใจสบายๆ สังเกตลำตัวถ้ายืดขึ้นตรงกับหายใจเข้า ลำตัวย่อลง ตรงกับหายใจออก สังเกตไปเรื่อยๆ แนวทางที่สองคือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม แบ่งออกเป็น 2 วิธี วิธีแรกเป็นการสังเกตแบบแนบชิด คือการสำรวจร่างกาย ให้ทั่ว โดยใช้สติสังเกตทีละส่วน ตั้งแต่ศรีษะจนปลายเท้า สังเกตขึ้น ลงสลับกันไปอย่างต่อเนื่อง วิธีนี้สติจะเคลื่อนไปตามจุดต่างเป็นการเพิ่มศักยภาพให้สติสัมปชัญญะมีกำลัง เอื้อให้เกิดปัญญาได้รวดเร็วที่สุด วิธีที่สองเป็นการสังเกตกายแบบรวมๆ คือสังเกตว่าอวัยวะส่วนต่างๆตอนนี้อยู่ในลักษณะใด รวมทั้งความรู้สึกใหม่ๆที่เกิดขึ้นที่อวัยวะใด ก็ให้ตามไปสังเกต ใช้สิ่งที่เกิดกับร่างกายและจิตใจเป็นเครื่องมือในการฝึกสติสัมปชัญญะได้หมด การฝึกอาจหลับตาหรือไม่ก็ได้ เพราะการสังเกตสิ่งต่าๆจะใช้ใจสังเกต แนวทางที่สามคือ การเดินจงกรม เป็นการฝึกสติที่ดีที่สุด วิธีการเดินจงกรมเริ่มด้วยการยืนท่าตรงแบบสบาย มือเอาท่าไหนก็ได้ที่สบายที่สุด รวมสายตามองไปข้างหน้าไม่สูงต่ำเกิน และวางเฉย เท้าสองข้างห่างกันประมาณหนึ่งคืบ ปรับน้ำหนักให้เท่ากัน จากนั้นย้ายน้ำหนักไปไว้ที่เท้าข้างใดข้างหนึ่ง สังเกตก่อนก้าว เมื่อก้าวแล้วสังเกตต่อโดยสังเกตที่ฝ้าเท้า แล้วค่อยเคลื่อนกาย อย่างช้าๆ สังเกตการเดินต่อไป ถ้ารู้สึกเบื่อ อย่าหยุด ต้องรู้ทันความเบื่อโดยใช้สติสัมปชัญญะมองและอดทนฝืนเดินต่อเรื่อยๆ ซึ่งอานิสงส์ของการเดินจงกรม ว่าเป็นการฝึกความอดทนและการบริหารร่างกายอย่างหนึ่ง ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ การมีสติสัมปชัญญะอยู่กับตัวตลอดจะทำให้เรามีบุคลิกภาพดีขึ้น ดูสุขุม เรียบร้อย ทำอะไรก็มีประสิทธิภาพ</p><p>      อีกขั้นหนึ่งของการพัฒนาสติ คือการสังเกตใจ ซึ่งการสังเกตกายได้สติสัมปชัญญะ สังเกตใจได้ปัญญาวิธีสังเกตใจต้องอาศัยสติสัมปชัญญะที่คล่องแคล่วว่องไว เพราะใจเรานั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอด การสังเกตใจสามารถทำได้ตลอดเวลา พยายามสังเกตให้เห็นว่าใจของเรามีธรรมชาติอย่างไร คิดอะไรบ้าง มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร สังเกตดูไปเรื่อยๆ การฝึกจะต้องอาศัยความเพียรพยายาม ถ้ากระทำบ่อยๆก็จะทำให้สติสัมปชัญญะก้าวหน้า ใจของเราจะละเอียดอ่อนขึ้นและทุกครั้งที่ใจสั่งให้ทำอะไรเราจะยังไม่มำตามใจทันที แต่สัมปชัญญะจะเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ มีบทบาทอยู่ 4 ประการ ได้แก่ 1. สาตถกสัมปชัญญะ คือ สัมปชัญญะที่รู้ว่าเป็นประโยชน์หรือไม่ ทั้งต่อร่างกายและการเจริญกุศลธรรม 2. สัปปายสัมปชัญญะคือ สัมปชัญญะที่จะมาระวังการกระทำตามที่ใจสั่ง ว่าปลอดภัยไหม ซึ่ง 2 ประการแรกเกิดขึ้นก่อนที่เราจะลงมือทำ ส่วน 2ประการหลังจะเกิดขึ้นขณะที่เรากำลังลงมือทำ 3.โคจรสัมปชัญญะ คือสัมปชัญญะที่รู้เท่าทันในทุกๆอากัปกิริยาอาการของกายตลอดกระบวนการ 4. อสัมโมหสัมปชัญญะ คือสัมปชัญญะที่มาพิจารณากระบวนการที่ต่อเนื่องระหว่างใจและกาย ว่าใจรู้สึกอย่างไรและกายก็ทำตามที่ใจคิด ดังนั้นการฝึกจะต้องใช้ความเพียรรับมือกับความขี้เกียจ การปฏิบัติธรรม คือการกระทำความเพียร การเพียรระลึก เพียรรู้สึก เพื่อให้สติสัมปชัญญะเกิดขึ้น แล้วเพียรใช้สติสัมปชัญญะที่เกิดขึ้นนั้นตามรู้เท่าทันใจ ความพากเพียรพยายามคือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่จุดหมายที่มุ่งหวังไว้ หากมีวิริยะเราก็จะมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะต่อสู้ เมื่อผ่านการฝึกสติสัมปชัญญะด้วยความเพียรแล้วก็จะสามารถมีปัญญารู้ธรรม มองเห็นความว่างเปล่าไม่มีอยู่จริงของสิ่งต่างๆ หรือไตรลักษณ์ จึงถือว่าเป็นการเข้าถึงความจริง การรู้เท่าทันใจและสิ่งที่มาปรากฏแก่ใจย่อมต้องเป็นตามกฎ อนิจจัง แปลว่าไม่เที่ยง คือแปรเปลี่ยนไปสู่ความหมด ทุกขัง แปลว่าทนอยู่ไม่ได้ และอนัตตา แปลว่า ไม่มีตัวตน เพราะหมดไปจากใจแล้ว กลายเป็นความว่าง ก็จะสามารถดับปัญหาทุกอย่างได้ที่ต้นเหตุ ระงับความโกรธด้วยการใช้ไตรลัษณ์ ซึ่งความโกรธจะเกิดขึ้นแบบ เกิด-ดับ เกิด-ดับ หลายๆครั้ง เมื่อใช้สัมปชัญญะสังเกตจะเห็นว่าเราไม่ได้โกรธตลอดเวลา เห็นความโกรธดับไป และสามารถเลือได้ว่าจะสร้างความโกรธต่อไปหรือไม่ แต่ที่เรายังรู้สึกโกรธอยู่เพราะเรานำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานมาคิดใหม่ จึงต้องใช้สติสัมปชัญญะสังเกตใจให้เห็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วดับ เพื่อสลายความยึดติดออกจากใจ การรู้เท่าทันความรู้สึก เห็นการเกิดขึ้น การมีอยู่และการหมดไป ก็จะเกิดปัญญา </p><p>        ก่อนการปฏิบัติเราจะต้องตั้งจุดมุ่งหมายให้ถูกต้อง ซึ่งการฝึกดูใจ คือการฝึกสังเกต ตามดูใจ ทำหน้าที่รู้สึกให้ทัน เรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งแตกต่างจากการฝึกใจ คือการฝึกใจให้รับรู้ ให้ใจรู้สึกเฉพาะเรื่องที่อยากให้รู้ เพื่อให้เกิดความนิ่งสงบ ตั้งมั่นเกิดสมาธิ เรียกว่าสมถกรรมฐาน หน้าที่ของเราคือการตามรู้ สาระสำคัญและประโยชน์ของการปฏิบัติธรรมอยู่ตรงที่เราจะสามารถมองเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของใจ เห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เห็นการหมดไปของสิ่งที่มาปรากฏ เห็นการดับไปของความคิด และหน้าที่ของเราก็คือการตามรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของใจไม่ใช่ไปรับสิ่งที่ใจคิดมาคิดปรุงแต่งต่อ ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาต้องมองเห็นทุกคุณค่าของทุกอารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับใจให้เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นความฟุ้งคือการคิดถึงเรื่องต่างๆ หรือความสงบก็มีคุณค่า หากอารมณ์นั้นสามารถทำให้เกิดสติสัมปชัญญะ เกิดปัญญา มองเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ การที่เราเกิดมาแล้วมีโอกาสเรียนรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า ได้เรียนรู้แนวทางการเจริญสติเพื่อรักษาใจของใจให้อยู่รอดปลอดภัยจากทุกข์ได้ จึงนับว่าเป็นโอกาสที่ประเสริฐสุดสำหรับเรา ซึ่งอานิสงส์ของการเจริญสตินั้นมหาศาล ไม่ว่าจะทำกุศลด้วยวิธีอื่นมากเท่าไรก็ไม่เท่าการเจริญสติเพียงชั่วเวลาอึดใจเดียว การฝึกปฏิบัติด้วยความเพียร จะทำให้เราสามารถเจริญสติในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น แล้วสติสัมปชัญญะและปัญญาก็จะพัฒนามากขึ้น จนกระทั่งรู้ทันหมดทุกการกระทำ และไม่ตกเป็นทาสของความทุกข์ เพราะฉะนั้นเราควรมาเพิ่มกำไรให้กับชีวิตให้ประเสริฐยิ่งๆขึ้น ด้วยการรู้จักใจ </p><p> </p>