เจา...เยอ....เจา..จะง

นิเทียน ...แบบกูย....

       ข้าพเจ้าอยากจะขอนำเสนอนิทานของชนชาว "ส่วย" หรือชาว "กูย" มาเล่าให้ผู้ที่สนใจได้รับฟังพอสังเขป ส่วนเรื่องนี้จะเท็จจริงเพียงใดก็ขอให้ใช้วิจรณญานในการอ่านก็แล้วกัน ดังนี้...

    "อดีตกาลครั้งหนึ่งนานมาหลายพันปีแล้วยังมีชนชาติที่นับถือเป็นพี่น้องกันเหมือนคลานตามกันมาจากท้องมารดาเดียวกัน  4 ชนชาติคือ ไทย ลาว เขมร และส่วยหรือกูย ทั้ง  4 ชนชาตินั้นนับถือพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้าเมืององค์เดียวกันและอยู่ร่วมกันมาช้านานอย่างสันติสุข  ต่อมาปีหนึ่งนั้นเกิดอาเพศ ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้ข้าวยากหมากแพง ประชาชนเดือดร้อน เจ้าเมืองจึงให้โหรหลวง ทำนาย โหรหลวงทำนายว่า เกิดจากเจ้าที่เจ้าทาง เทวาอารักษ์ดลบันดาล เพราะไม่ชอบทำเลที่สร้างเมืองในปัจจุบันนี้และให้เจ้าเมืองนั้นไปสร้างเมืองใหม่ซึ่งแต่เดิมนั้นเมืองอยู่ในเขตประเทศกัมพูชา และให้ย้ายเมืองหรือมาตั้งเมืองขึ้นไปทางทิศเหนือ (เข้าใจว่าน่าจะเป็นเขตอีสานตอนล่างในปัจจุบัน)

     เมื่อเจ้าเมืองได้ฟังอย่างนั้นก็เลยได้รับสั่งให้ไพร่พลทั้ง 4 เผ่าย้ายมาตั้งเมืองโดยช่วยกัน บุกร้างถางพงซึ่งเป็นป่าทึบมากและช่วยกันทำงานอย่างไม่ย่อท้อ และไม่ยอมพักผ่อนจนเมืองนั้นจวนจะแล้วเสร็จ และการทำงานนั้น กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เรื่องอาหารการกินยังพอไหว แต่เรื่องขับถ่ายนี่สิ???ของสำคัญ ครั้นจะไปปลดทุกข์ในป่าก็กลัวเสือ สิงห์และสัตว์ร้าย ไพร่พลก็เลยปล่อยของเสียไว้ข้างๆกระท่อมและเพิงพักของตนเองเต็มไปหมด(หรือบางคนอาจไปปลดทุกข์ไว้ข้างกระท่อมของคนอื่นก็ไม่ทราบได้)

     จนทำให้ชาวเมืองทั้ง 4 เผ่าเดือดร้อน แม้แต่เจ้าเมืองก็มิอาจทนได้ (เพราะส่งกลิ่นเหลือเกิน) จึงรับสั่งให้หาคนที่ถ่ายเรี่ยราด ทำความเดือดร้อนให้คนอื่น และถ้าหากทราบจะตัดหัวทั้งเผ่าเลย ครั้งแรกจึงรับสั่งให้ชาวไทยเข้าเฝ้า เมื่อเข้าเฝ้าแล้วจึงทรงถามว่า  

     "นี่แนะ อ้ายไทยใครมาขี้ไว้แถวนี้ ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว เอ็งทราบไหม ? ไทยจึงตอบว่า "อ๋อ...ทราบพระเจ้าข้า...นี่คือ "ขี้คน" พระเจ้าข้า" (ไทยไม่กล้าพูดความจริงจึงตอบเลี่ยง เป็นกลางๆ)

     จากนั้นจึงทรงรับสั่งให้ "เขมร " เข้าเฝ้า แล้วจึงถามว่า "นี่แนะ เจ้าเขมร เจ้ารู้ไหมว่าใครมาขี้ไว้แถวนี้ และทำความเดือดร้อนมาให้ชาวบ้านเขา ถ้าข้ารู้ ข้าจะสั่งฆ่าให้ตายเลย" เมื่อฝ่ายเขมรได้ยินอย่างนั้นจึงตอบแบบเป็นกลางว่า "ขะมาดเด็ง ขมาดกะเค็ยดั๊ยคะเนีย แนเฮย...อั๊ยมะนึ"

     จากนั้นจึงสั่งให้ลาวเข้าเฝ้าแล้วจึงทรงถามแบบเดียวกันว่า "เจ้าฮู้ บ่ว่าไผมาขี้ไว้แถวนี้ " ลาวจึงตอบเช่นเดียวกันว่า " ข้าน้อยฮู้พระเจ้าข้า ขี้คน ขี้คนแท้ๆ พระเจ้าข้า"

     และสุดท้ายจึงให้ ส่วย เข้าเฝ้า เมื่อเห็นส่วยจึงทรงถามว่า เฮ้ย ส่วย เจ้ารู้ไหมว่าใครมาขี้ไว้แถวนี้ .... เมื่อส่วยได้ยินเช่นนั้น ก็ตอบอย่างฉะฉานว่า "ไฮดิง  ไฮดิง แน กลองกูย กลองกูย ฉะหมัด... เจ้าเมืองจึงถามย้ำอีก ว่า จริงหรือ ??อ้ายส่วยที่เอ็งบอกว่า "กลองกูย" นั้นจริงหรือปล่าว ส่วยก็ตอบอย่างมั่นใจเป็นภาษาของตัวเองว่า แน่นอน....กลองกูย กลองกูย ฉะหมัดฉะเมยเลย...(กลองกูยแปลว่า ขี้คน ซึ่งส่วยก็ตอบอย่างซื่อๆแล้ว เพราะทุกเผ่าเขาก็ตอบว่า ขี้คนๆๆ  เขมรก็ตอบว่า อั๊ยมะหนึ ซึ่งก็แปลว่าขี้คนเช่นเดียวกัน) ผลสุดท้ายชาวส่วย หรือชาวกูยก็ถูกประหารชีวิต ไม่มีคนสร้างเมืองสร้างประเทศกับชนชาติอื่นๆเขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนที่เห็นคือภาษาและวัฒนธํรรมนั้นเป็นการลักจำสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้..........

        จบเรื่อง ประวัติส่วยสร้างเมืองแค่นี้  ถ้าเรื่องนี้ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วย วันหลังข้าพเจ้าจะเล่าเรื่อง "ส่วยสร้างผลงานในอดีต" ให้ผู้อ่านได้รับฟังอีก  ขอขอบคุณอาจารย์ ปู่ (สมศักดิ์  สมานรักษ์) ข้าราชการวัยเกษียร ผู้ให้ข้อมูล

                     ป.ล อ่านจบแล้วกรุณาติชมด้วย นะครับเพื่อเป็นกำลังใจ พบกันวันหน้า  จูงก๊ะ ...จูงก๊ะ...จูงก๊ะ... จียุงเดอ....แซมซาย