เรากำลังแปรงกระดูก ไม่ใช่ตัวเรา ยิ่งแปรงก็ยิ่งเกิดความห่างเหินในตัวทุกที

 เมื่อคืนก่อนนอน ได้อ่านหนังสือธรรมะ เพื่อขัดเกลาจิตใจตนเอง และตามที่ตั้งใจก่อนจะเดินทางไปอินเดีย ซึ่งพี่โยคีบอกแต่เพียงอยากให้ไปเกิดใหม่ทางจิตที่นั่น ซึ่งก็ไม่เข้าใจนัก แต่คิดว่าการอ่านหนังสือ ศึกษาธรรมไป ติดขัดสงสัยก็จะถามพี่โยคีเอา อย่างน้อย ก็จะได้มีพื้นฐานติดตัวไปบ้าง ถ้าการไปอินเดีย สร้างความรู้สึก เหมือนเกิดใหม่ ตามที่พี่เขาบอก ก็จะได้เกิดมาแล้วไม่โง่ทันทีอีก

 การหลับในขณะจิตเป็นกุศล หลับสบาย เหมือนไม่มีสิ่งตกค้าง จำได้ว่าพี่โยคีให้ ตั้งสติ รู้กายใจ วางทุกสิ่งทุกอย่าง ก่อนปิดสวิตซ์ หลับลง

เช้าขึ้นมา ยังอยากอ่านหนังสือธรรมะ ต่อ เปิดหน้าไหน ก็จะอ่านตรงนั้น เพราะที่จริง ผู้เขียนก็มักจะอ่านหนังสือซ้ำๆ หลายรอบอยู่แล้ว เปิดมาเจอหน้า สติปัฏฐาน ๔ ที่คัดลอกพระราชดำรัส ขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้าตรัสไว้ เรื่องกาย เวทนา จิต ธรรม

 ความจริงผู้เขียนรู้น้อย ระหว่างอ่านไป ก็คิดว่าถ้าสงสัย จะเก็บไปถามพี่โยคี เมื่ออ่านจบผู้เขียนก็มีคำถามมากมาย เช่น การตามรู้กายขั้นละเอียดมากๆ เราทำได้หรือ มันเหมือนตามเห็นมากกว่าตามรู้ เช่นตามดการเดิน แล้วเกิดธรรมะอะไรในใจหรือ เดินแล้วไงนะ แล้วเดี๋ยวเราก็เปลี่ยนเป็นทำอย่างอื่นอีกแล้ว ใจจะตามไหมหรือ เป็นต้น ก็คงต้องลองทำดู

 จากนั้นได้ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟัน ขณะนั้นเองที่กำลังแปรงฟัน ก็ระลึกถึงข้อสงสัย อาการของจิต ว่าถ้าเรารู้ตัวอย่างจดจ่อจะมีความรู้สึกอย่างไร เมื่อจิตถูกดึงมาอยู่ที่มือที่กำลังขยับแปรงอยู่ เสียงแปรงกระทบฟัน กึกก้องในโสตประสาท มือขยับแปรง เสียงแปรงปัดฟัน ทันใดผู้เขียนก็บังเกิดความรู้สึกที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 เรากำลังแปรงกระดูก ไม่ใช่ตัวเรา ยิ่งแปรงก็ยิ่งเกิดความห่างเหินในตัวทุกที เกิดอาการแบบนี้จนจบ

 เมื่อเงยหน้ามองกระจก ที่เคยปรากฏใบหน้าของตน สบตากับเงาในกระจก แต่คราวนี้ เมื่อจ้องดวงตา กลับเกิดเห็นเป็นดวงตาที่ ปราศจากลูกตา กลวงโบ๋ เป็นภาพในจิตสำนึก ไม่ใช่ภาพผีในกระจก เหมือนในหนัง

  สำรวจใจดู เกิดความสลดขึ้นมาทันที เท่านี้เองหรือกับกายหนึ่ง ที่คิดว่าเป็นสมบัติของเรา ภูมิอกภูมิใจในอัตภาพที่ได้รับ หวงแหน ราวกับจะยึดไว้ แม้ด้วยคิดจะเอาไว้สร้างบารมีนานๆก็ตาม ที่สุด ก็ต้องสลายอยู่ดี

  ขอบันทึก กับสิ่งที่เกิดขึ้น ในอีกวันที่ มีความคิดเปลี่ยนไปค่ะ

 โยคีน้อย