การบูรณาการจะทำได้ดี ก็ต่อเมื่อพื้นที่มีแผน มียุทธศาสตร์เป็นตัวตั้งอยู่แล้ว

การทำงานแบบบูรณาการ 

เมื่อมีหลายหน่วยงานลงมา  เราจึงถามเรื่องการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ  ได้คำตอบว่ามี 2 รูปแบบ 

  • รูปแบบแรก คือหน่วยงาน หุ้น กันแล้วลงมาหาพื้นที่ทำงาน 
  • รูปแบบที่สอง คือ  หน่วยงานหนึ่งลงมาทำงานในพื้นที่แล้วให้พื้นที่หาหน่วยงานหุ้นส่วน 

ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบที่สอง ซึ่งถือว่าเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง  เพราะทีมงานในพื้นที่ที่ทำงานให้แต่ละหน่วยงานก็เป็นทีมงานชุดเดียวกัน 

พัฒนาชุมชนเสริมว่า  การบูรณาการโดยยึดพื้นที่เป็นตัวตั้งมี 3 ลักษณะ

  • หนึ่ง  บูรณาการกลไก  หมายถึงใช้กลไกที่สอดคล้องกัน เช่น กลไกการขับเคลื่อนแผนชุมชน กลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์  ทั้งนี้ก็แล้วแต่ประเด็น
  • สอง บุรณาการรูปแบบ  หมายถึงทำรูปแบบให้สอดคล้องกัน  เช่น ใช้แผนชุมชนเดียวกัน  ภาคีต่างๆจึงต้องตั้งงบประมาณให้สอดคล้องกับแผนเดียวกัน  มีทีมในการทำแผนชุดเดียวกัน
  • สาม บูรณาการงบประมาณ  มีการใช้งบประมาณจากหลายหน่วยงานในการทำงานชิ้นเดียวกัน เช่น  การทำศูนย์ประสานงานองค์กรชุมชน เป็นต้น

 เราตั้งข้อสังเกตในใจว่า  แสดงว่า การบูรณาการจะทำได้ดี ก็ต่อเมื่อพื้นที่มีแผน มียุทธศาสตร์เป็นตัวตั้งอยู่แล้ว   ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับสินธุ์แพรทอง   แต่ในหลายพื้นที่   การบูรณาการคงไร้ทิศทางแน่ถ้าไม่มีแผนหรือยุทธศาสตร์ที่มาจากพื้นที่เป็นแกนหลักอยู่ก่อน 

 

พ่อเล็กเสริมว่า มีหุ้นส่วนอีกประเภท คือ หุ้นส่วนการเรียนรู้  จำเป็นต้องมีการจัดการความรู้  หน่วยงานต่างๆมาร่วมแบ่งปันความรู้  หน่วยงานจะมีที่ยืน  มีผลงาน  (พ่อเล็กคงหมายถึง การแบ่งปันผลงานด้วย !!  เป็นประเภทบูรณาการความพยายามแล้วแบ่งปันผลงาน...น่าจะ win-win ดี.. ยิ่งหน่วยงานบูรณาการกันได้  พื้นที่ก็ไม่ต้องปวดหัวกับหลายงาน ..อันนี้เราคิดเอง) 

พ่อเล็กบอกว่า เครือข่ายสินธุ์แพรทองจะทำงานทีละเรื่อง  เริ่มจากเรื่องที่แก้ง่ายๆก่อน แล้วค่อยขยับไปเรื่องยาก  เช่น  ในเรื่องสวัสดิการ ก็เริ่มจากการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน  (เราตาโต เพราะสนใจเรื่องขบวนการจัดสวัสดิการอยู่   ดีใจที่พ่อเล็กเห็นว่า เรื่องที่ดินทำกิน เป็นเรื่องสวัสดิการ แต่แปลกใจว่า  การแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ทำไมจึงเป็นเรื่องง่าย.. แต่เวลาไม่เอื้อให้ซักถามประเด็นนี้ในเชิงลึก) 

ส่วนใหญ่ชุมชนมักตีความสวัสดิการค่อนข้างแคบโดยเข้าใจ สวัสดิการ จากรูปแบบที่เขาจัดๆกันอยู่เหมือนๆกัน เช่น การออม เบี้ยชราภาพ ฌาปนกิจ  แต่เราคิดว่า  แต่ละพื้นที่ต้องการสวัสดิการต่างกัน  ปัญหาสำคัญที่สุดของชุมชนอยู่ตรงไหน  การเข้าไปแก้ปัญหาตรงนั้นได้นั่นแหละ คือ การจัดสวัสดิการที่มีคุณค่ามากที่สุด    

แต่คนนอกพื้นที่ จะบังอาจไปตั้งนิยามแทนคนในพื้นที่ได้อย่างไร  ทั้งที่บางทีก็น่าจะยอมให้ “เสนอวิธีมองต่าง” ได้บ้างเหมือนกัน... 

เราจึงทึ่งกับสินธุ์แพรทองที่ตีโจทย์ที่ดินทำกินว่าเป็นเรื่องสวัสดิการ  ทึ่งกับบางชุมชนในภาคเหนือที่จัดเรื่องการประกันภัยพืชผลเป็นเรื่องของการจัดสวัสดิการ  ทึ่งกับบางพื้นที่ที่มุ่งแก้ปัญหาหนี้สิน  เพราะเหล่านี้เป็นปัญหาวิกฤติจริงๆ  แต่การจัดสวัสดิการเหล่านี้ก็ไม่ง่ายเลยสำหรับชุมชน 

เราลองถามเรื่อง การบูรณาการองค์กรการเงินชุมชน 

ภาคีต่างๆเห็นพ้องต้องกันว่า ไม่จำเป็น  เพราะวัตถุประสงค์แต่ละกองทุนไม่เหมือนกัน  ด้วยกฎหมายที่รองรับก็ไม่สามารถบูรณาการกันได้   ข้อดีของการมีหลายกองทุนก็เหมือนมีหลายขา  หากล้มสักขา ชุมชนก็ยังพอยืนอยู่ได้  ในทางตรงข้าม ถ้าหมู่บ้านมีหลายกองทุนและบริหารจัดการได้ ก็แสดงว่า เก่ง 

หากจะบูรณาการ ก็อาจบูรณาการดอกผลเป็นลักษณะของกองทุนสวัสดิการได้ เช่น หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งกองทุน