GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

สรุปผลการดำเนินงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) (ตอนที่ 1)

                                                                     กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  

                                                                                                                                           โดย ทีมงานของ รมว. และ รมช.พม.

                        กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการสร้างสวัสดิภาพ สวัสดิการ และพัฒนามาตรฐานชีวิตที่ดีแก่ประชากรกลุ่มต่างๆในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายพิเศษ เช่น เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้สูงอายุ สตรี กลุ่มชาติพันธุ์ และสถาบันครอบครัว ตลอดจนส่งเสริมชุมชนและสังคมให้เข้มแข็ง

                รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อ  ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๙  กำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินมุ่งสร้างสังคมเข้มแข็ง  คนในชาติอยู่เย็นเป็นสุขอย่างสมานฉันท์ บนพื้นฐานของคุณธรรม

                กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จึงได้นำนโยบายของรัฐบาลมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์สังคม (หน้า ๑๓) ใน ๓ ด้าน คือ สังคมไม่ทอดทิ้งกัน สังคมเข้มแข้ง และสังคมคุณธรรม โดยจุดมุ่งหมายของการพัฒนาเพื่อให้เป็นสังคมที่พึงปรารถนา คือ สังคมแห่งความดีงามและอยู่เย็นเป็นสุข

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ

จากยุทธศาสตร์ทางสังคม ทั้ง ๓ ด้าน ได้แปรเป็นนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

                ๑. ยุทธศาสตร์สังคมไม่ทอดทิ้งกัน เพื่อระดมพลังทางสังคมในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและผู้ยากลำบาก 

                                ๑.๑ ส่งเสริมการจัดระบบ สวัสดิการท้องถิ่น จัดสำรวจผู้ถูกทอดทิ้งในทุกตำบลและให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น สนับสนุนให้

                                คณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สังคมในแต่ละจังหวัดจัดทำแผนการช่วยเหลือผู้ยากลำบาก เพื่อช่วยเหลือผู้ยากลำบากและผู้ด้อยโอกาส จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ คน สนับสนุนงบประมาณเพื่อส่งเสริมการจัดระบบสวัสดิการชุมชน จากงบกลาง ปี ๒๕๕๐ ให้การช่วยเหลือผู้ถูกทอดทิ้งในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล เฉลี่ยแห่งละ ๑๐ ,๐๐๐ บาท และสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม โดยนำร่องใน ๕ จังหวัด คือ ขอนแก่น ลำปาง พัทลุง และกรุงเทพมหานคร จังหวัดละ ๑ ล้านบาท 

                                ๑.๒ สร้างความสมานฉันท์ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีเป้าหมายในการปกป้อง และรักษาทุนทางสังคมในพื้นที่ไว้ให้ได้มากที่สุดท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรง  และความพยายามแก้ไขปัญหาของฝ่ายความมั่นคง  ดังนี้ 

                                ( ) โครงการส่งเสริม อาสาสมัครเยียวยาฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ความไม่สงบ  โดยผ่านศูนย์เยียวยาชุมชนปอเนาะ ๗๐ แห่ง  อาสาสมัคร ๒๕๐ คน  ดูแลประชาชนประมาณ ๒,๐๐๐ ราย

                                (๒) โครงการส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครชุมชนเพื่อ เยียวยาผู้บาดเจ็บ และช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  โดยมีมัสยิด ๖๐๐ แห่ง ร่วมเป็นศูนย์แจ้งเหตุและศูนย์ปฏิบัติการ  ครอบคลุม ๓๓ อำเภอ ๒๕๐ ตำบล  ช่วยเหลือผู้อยู่ในภาวะลำบากประมาณ , ๐๐๐ ราย

                                ( ) โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ ชุมชนพหุศาสนิก ในการเยียวยาฟื้นฟูความสมานฉันท์ในชุมชนท้องถิ่น  นำร่องใน ๑๓ ชุมชน

                                ( ) โครงการส่งเสริมบทบาทปอเนาะเป็น ศูนย์เรียนรู้ชุมชนเข้มแข็ง    จำนวน ๑๕ แห่ง

                                ( )  โครงการพัฒนา ระบบกองทุนซะกาต เพื่อดูแลเด็กกำพร้าในชุมชนมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้  จำนวน ๒๐ ปอเนาะ

                                ( )  โครงการ บ้านมั่นคง ๖๒ ชุมชน ๕,๕๐๐ ครัวเรือน

                                ( )  โครงการแก้ปัญหา ชุมชนประมงพื้นบ้าน เดือดร้อนจากเรืออวนรุนอวนลาก ๘๑ หมู่บ้าน ๒๕ ตำบล ๒๓ , ๓๒๔ ครอบครัว

                                ( )  โครงการแก้ปัญหา ที่ดินทำกิน  ๓๐ ตำบล  ผู้เดือดร้อนจากอุทยานทับที่ทำกิน , ๘๐๐ ครอบครัว

                                ( )  โครงการระดมความคิดต่อ ร่างกฎหมาย ที่เอื้อต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้   ฉบับ  ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน  ร่างพระราชบัญญัติฟื้นฟูชุมชนและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชายแดนภาคใต้  และ ร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต

                                ( ๑๐ )  โครงการผลิตละครโทรทัศน์ เรื่อง รายากุนิง เพื่อสร้างเสริมทัศนคติต่อคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศ  ความยาว ๖๐ ชั่วโมง  เผยแพร่ในปี ๒๕๕๑

                                ๑.๓ ส่งเสริมอาสาสมัครเพื่อสังคม คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๐ ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ เรื่อง การให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ดำเนินโครงการหลากหลาย   อาทิ   การรณรงค์จิตสำนึกการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมในโอกาสปีเฉลิมฉลอง ๘๐ พรรษา โดยประกาศให้ปี ๒๕๕๐ ซึ่งตรงกับโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา เป็นปีแห่งการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม รณรงค์ วันสังคมสงเคราะห์และวันอาสาสมัครไทย ๒๑ ตุลาคม  วันอาสาสมัครสากล ธันวาคม และวันจิตอาสา ๒๗ ธันวาคม การจัดทำแผนแม่บทการเงินการคลังเพื่อสังคม  การเพิ่มหลักสูตรการเรียนว่าด้วยการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม าตรการเอื้อให้บุคลากรของรัฐและภาคเอกชนมีส่วนร่วมเป็นอาสาสมัคร โดยไม่ถือเป็นวันลา  ได้ไม่เกิน ๕ วัน และ จัดทำเว็บไซต์คนใจดีเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ให้และผู้รับ  เป็นต้น

                                ๑.๔ ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมในภาคธุรกิจและรัฐกิจ โดยการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม ( CSR Promotion Center)  ขึ้นในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีเครือข่ายนักธุรกิจเข้าร่วมกิจกรรม ๒๕๐ คน

                                ๑.๕ ป้องกันและแก้ไขปัญหา การค้ามนุษย์ ดำเนินการช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิ ภาพ หญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ๖๙๕ คน อบรมทำแผนปฏิบัติการต่อต้าน การค้ามนุษย์ระดับจังหวัด ๖๑๐ คน อบรมทีมสหวิชาชีพเพื่อต้านการค้ามนุษย์ ๒๙๙ คน ทำบันทึกข้อตกลงในพื้นที่ กลุ่มจังหวัด (ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก และภาคเหนือ) บันทึกความเข้าใจองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่น ( IOM) และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์โดยร่วมมือกันในกลุ่ม ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ( COMMIT)

                ๒. ยุทธศาสตร์สังคมเข้มแข็ง โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มเป้าหมายและสถาบันครอบครัว (สตรี เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และผู้สูงอายุ) ผ่านการรวมตัวกัน เพื่อทำให้เกิดการแก้ไขปัญหา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

                                .๑ ขยายระบบสวัสดิการชุมชน เพื่อเป็นฐานของชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง โดยสนับสนุนงบประมาณประจำปี ๒๕๕๐ จำนวน ๒๐๐ ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินโครงการจัดสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น ครอบคลุมพื้นที่ ๒,๐๐๐ ตำบล  

                                ๒.๒ วิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนารูปแบบการบูรณาการเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับอำเภอ ใน ๑๒ จังหวัด

                                ๒.๓ สนับสนุน การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย โดย สร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของชุมชนแออัด   ๖๙ จังหวัด ๔๙๖ โครงการ ๕๓ ,๑๙๐ ครัวเรือน และโครงการบ้านเอื้ออาทรสำหรับผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งได้ดำเนินโครงการทั้งสิ้น ๓๐๐,๕๐๔ หน่วย ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ ๘๙,๖๐๗ หน่วย (ข้อมูล ณ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน๒๕๕๐) 

                                ๒.๔ ส่งเสริมเครือข่ายสตรีเข้มแข็ง   ผ่านกิจกรรมรณรงค์ความเสมอภาคเท่าเทียมของหญิงชาย รณรงค์ส่งเสริมสตรีมีส่วนร่วมกิจกรรมทางการเมือง  โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนสตรี อาสาสมัคร ใน อบต. , ๗๕๐ คน  เพื่อเพิ่มสัดส่วนได้รับเลือกตั้งอย่างน้อยร้อยละ ๑๐

                                ๒.๕ สร้างเสริมความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัว   ผ่านกิจกรรมศูนย์พัฒนาครอบครัว ในชุมชน ,๑๖๖ แห่ง,   รณรงค์วันอาทิตย์เป็นวันครอบครัว ( We love Sunday),   โครงการครอบครัวสมานฉันท์    และสื่อรณรงค์ครอบครัวอบอุ่น

                                ๒.๖ พัฒนาเด็กและเยาวชน ผ่านการขับเคลื่อนวาระเพื่อเด็กและเยาวชน ปี ๒๕๕๐ ใน ๕ ด้าน  ได้แก่  ) สื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน   ผ่านการ ปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเด็กบนโลกออนไลน์   ) ด้านกิจกรรม สร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชน   ) ด้านสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล  ) ด้านจังหวัดน่าอยู่สำหรับเด็ก และ ๕ ) ด้านกฎหมายส่งเสริมครอบครัว รวมถึงการจัดทำโครงการบูรณาการสร้างบทบาทและพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน โครงการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมแก่เด็กและเยาวชน โดยอบรมผู้นำเยาวชนคนสร้างชาติ ๕๔๓ ,๑๖๕ คน ทั่วประเทศ โครงการหอพักสีขาว และโครงการเครือข่ายเยาวชนประชาธิปไตย  เป็นต้น

                                ๒.๗ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้จัดบริการคนพิการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร โดยอบรมอาสาสมัครพัฒนาสังคมเพื่อช่วยเหลือคนพิการ จำนวน ๑,๒๘๕ คน ใน ๒๕ จังหวัด ส่งเสริมการประกอบอาชีพของคนพิการและรณรงค์การจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ ๑๐ จังหวัด การให้บริการกู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพสำหรับคนพิการ ผ่านกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ จำนวน ๕ ,๐๕๘ ราย เป็นเงิน ๑๔๖.๒๒ ล้านบาท และสนับสนุนโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคเอกชน จำนวน ๑๖๖ โครงการ เป็นเงิน ๒๐.๙๗ ล้านบาท

                                ๒.๘ ส่งเสริมศักยภาพและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ผ่านโครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ( อผส.) ใน ๗๕ จังหวัด ๙๕ เขตพื้นที่  มี อผส. , ๖๓๘ คน  ดำเนินการดูแลผู้สูงอายุ ๒๗ , ๐๘๘ คน โครงการคลังปัญญาผู้สูงอายุ (ธนาคารสมอง หน้า ๓๓) ได้ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง ๔ ภาค ๑๓ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ลำพูน แพร่ อุตรดิตถ์ บุรีรัมย์ มหาสารคาม สกลนคร เพชรบุรี จันทบุรี สุพรรณบุรี พัทลุง สงขลา และตรัง โดยมีผู้สูงอายุขึ้นทะเบียนคลังปัญญาผู้สูงอายุ จำนวน ๔ ,๑๔๕ คน และเกิดการถ่ายทอดภูมิปัญญาผู้สูงอายุสู่ชุมชน ๑๒๕ กิจกรรม มีเด็ก เยาวชน และประชาชน ได้รับประโยชน์จากการถ่ายทอด ๑๔,๐๐๐ คน 

                                ๒.๙ ส่งเสริมการสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยองค์กรชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันจัดกระบวนการประเมินและรับรองสถานภาพองค์กรชุมชน จำนวน ๓๕,๐๐๐ องค์กร 


                . ยุทธศาสตร์สังคมคุณธรรม มีภารกิจสำคัญคือ  การแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม  และการสร้างสังคมที่สงบและสันติยุติธรรม

                                ๓.๑ การถอดสลักความรุนแรงในสังคมไทย

                                 ( )  โครงการสนับสนุนการป้องกันและลดความรุนแรง  จัดตั้งศูนย์สนับสนุนการป้องกันและลดความรุนแรง (ศปลร.) ขึ้นในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์   และเชื่อมโยงเครือข่ายสายด่วน ๑๑๘ เครือข่าย  เข้ามาร่วมปฏิบัติงานและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

                                ( )  โครงการศูนย์สันติยุติธรรม  จัดตั้งศูนย์สันติยุติธรรมใน ๔๖ จังหวัด จำนวน ๖๐ แห่ง

                                ( )  ดำเนินโครงการเวทีประชาธิปไตยชุมชนเพื่อความมั่นคงของมนุษย์ในระดับอำเภอจำนวน ๙๒๖ เวที  เพื่อสร้างการเมืองเชิงสมานฉันท์ในระดับชุมชนท้องถิ่น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): รองนายกฯ ไพบูลย์
หมายเลขบันทึก: 162476
เขียน:
แก้ไข:
ดอกไม้: 1
ความเห็น: 7
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (7)

ชื่นชมการทำงานค่ะ
  • ที่ผ่านมา กฎ กติกา ดี ๆ อยู่บนหิ้งไม่น้อย 
  • อ่านแล้วได้ความรู้ดี และที่สำคัญ เมื่อเป็นระเบียบกฎหมาย ควรขยายไปสู่การปฏิบัติ หรือขับเคลื่อนจะดีอย่างยิ่ง
  • ร่วมด้วยช่วยกันครับ  ที่อาจาย์และคณะทำงานเสนอมา ขอขอบพระคุณ ทำให้เห็นแนวทางแล้ว  และเชิญชวนร่วมมือกันให้มีการขับเคลื่อนในทางปฏิบัติต่อไป.

 

 

"มังกร" ต่างถิ่น กับ "งูดิน" ในชุมชน วันที่มีท่านเป็นเจ้ากระทรวง งานหลายอย่างขับเคลื่อน

วันนี้ "งูดิน" ขออาสาเป็นผู้ขับเคลื่อนงานต่อ "เพื่อชุมชน"

กระผมชื่นชมในการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน แต่จะทำอย่างไรให้มีการทำงานอย่างสอดรับและต่อเนื่อง ในความเป็นจริงกระผมยังไม่ค่อยเห็น เพราะโครงการร่วมส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาดังกล่าวข้างต้นหรือเปล่าครับ อาจจะด้วยปัจจัยด้านงบประมาณหรือบทบาทหน้าที่ของบุคลากร

และโครงการทุกโครงการก็ต้องใช้งบประมาณ จากข้อมูลที่ท่านไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้นำเสนอหลายโครงการยังเป็นเพียงการนำร่อง หากจะทำให้สมบูรณ์ รัฐบาลในอนาคตจะต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ครับ แล้วประเทศของเรามีงบประมารเพียงพอหรือเปล่าครับ แล้วถ้ามีไม่เพียงพอโครงการต่างๆจะสมบูรณ์ได้หรือไม่ครับ

ขอขอบพระคุณครับสำหรับการทำหน้าที่บริหารกระทรวงพัฒนาสังคมฯอย่างโปร่งใส (แม้จะเป็นการบริหารในช่วงเวลาที่จำกัดและสั้น)พร้อมทั้งได้นำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจมานำเสนอให้ได้เรียนรู้   เปรียบประดุจครูของกระผมเลยครับ

กระผมเห็นข่าวของท่านบ่อยๆครับ และบางครั้งก็จะได้เห็นข่าวเกี่ยวกับปัญหาทางสังคมด้วยเช่นกัน มีเรื่องหนึ่งที่กระผมคิดเสมอว่าเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุที่รัฐจัดให้ดูแล้วไม่น่าจะช่วยให้เขาสามารถยังชีพได้อย่างพอเพียงในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันและอนาคต ลองคิดเล่นๆครับแค่กินข้าวอย่างเดียวจานละ 20 บาท สามมื้อ ก็ 60 บาท แล้วเดือนหนึ่งสามสิบวันก็ 1800 บาท แต่ที่ออกข่าวได้ 500 บาท และไม่พอจะซื้ออาหารได้ตลอดเดือน ก็น่าเห็นใจทุกฝ่ายครับ

ขอบพระคุณค่ะท่าน   ที่เข้ามากำกับ ดูแล  และการพัฒนามนุษย์ฯ

รู้สึกชื่นชมการทำงานของท่าน "ที่เป็นผู้ใหญ่ใจดี"

ภูมิใจที่ได้ทำงานกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นหน่วยงานที่ทำงานด้านสังคมที่อยู้ภายใต้ภาวะการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทุกมิติ ทุกทิศทาง ตลอดเวลา การสร้างความมั่นคงของมนุษย์ ของสังคมจึงเป็นต้องทำไปพร้อมกันทุกมิติ ทุกภาส่วน กระทรวง พม.กำหนดนโยบายการทำงานทางสังคมให้ความสำคัญ กับคนทุภาส่วน และครอบคุมทุกมิติ แต่ความสำเร็จของงานส่วนหนึ่งขึ้ออยูกับภาคส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชการส่วนภูมิภาค ที่ทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นโดยตรง ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านทำงานทุ่มเท สร้างการมีส่วนร่วม สร้างความแข้มเข้ง ให้ชุมชน องค์กรภาคประชาชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยผ่านบทบาทกลไก ที่พม.สนับสนุน ดิฉันมั่นใจว่าบทบาท ก.พม ส่งผลกระเพือมทางสังคมแน่นอน ทั้งระดับบุคคลและประเทศ