จี้รัฐบาลโรดโชว์ฟื้นเชื่อมั่น ธปท.เล็งถกนโยบายการเงินรับมือ ศก.ผันผวน
เอกชนเรียกร้องรัฐบาลเร่งตั้งทีมเศรษฐกิจ จี้เดินสายโรดโชว์ฟื้นความเชื่อมั่น แนะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นรูปธรรม หวั่นนโยบายประชานิยมซ้ำรอยเดิม ด้าน ธปท.เล็งถกรัฐมนตรีใหม่พร้อมใช้นโนบายการเงินรองรับความผันผวนตลาดโลก

 นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้จะมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 แล้ว แต่ภาคเอกชนอยากเห็นคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นและเข้ามาแก้ปัญหาด้านการค้า การลงทุนที่ชะลอตัวได้ รวมทั้งรัฐบาลใหม่ต้องเร่งหามาตรการกระตุ้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างน้อย 5% โดยก่อนหน้านี้ หอการค้าไทยได้เสนอให้เร่งอัดฉีดงบประมาณเข้าสู่ระบบ โดยทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มเติมอีก 8 หมื่นล้านบาท เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ชนบทและชดเชยผู้มีรายได้น้อย แต่สิ่งที่กังวลใจ คือ หากกลับไปใช้นโยบายประชานิยมเหมือนเดิม อาจทำให้รากหญ้าเกิดความเคยชินในการรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเสร็จแล้ว รัฐบาลควรเร่งออกไปโรดโชว์ต่างประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจกับนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ภาคเอกชนเตรียมข้อเสนอ 13 ข้อไว้แล้ว เพื่อยื่นต่อรัฐบาลให้เร่งดำเนินการต่อไป ขณะที่รัฐบาลต้องดูแลภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่เพิ่มขึ้น และเร่งเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกท์ ช่วยเหลือเอสเอ็มอี และมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน ระบบการเงิน การส่งออก ตลอดจนนโยบายการเจรจาเขตการค้าเสรีที่ชัดเจน ส่วน ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่ต้องพิจารณาถึงผลดีผลเสียให้รอบคอบ หากจะเพิ่มการขาดดุลงบประมาณ ที่สำคัญต้องพิจารณาถึงฐานะการคลังด้วย ส่วนที่ภาคเอกชนเสนอลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น ต้องดูภาพรวมของเศรษฐกิจด้วยแม้พื้นฐานของเรายังดี แต่ผลกระทบของวิกฤติซับไพรม์สหรัฐที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงอย่างมาก <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">ขณะที่ นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคพลังประชาชน มีแนวคิดที่จะยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% และลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ ว่า หลังจากนี้คงต้องมีการหารือถึงมาตรการที่ใช้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจร่วมกัน โดยต้องพิจารณาข้อมูล ข้อเท็จจริง รวมถึงปัจจัยเสี่ยง         ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ส่วนการใช้นโยบายประชานิยมในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ต้องเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว   นอกจากนั้น ผู้ว่าการ ธปท. ยังระบุถึงการดำเนินนโยบายการเงินในปี 2551 ด้วยว่า จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะไทยยังต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐและแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จึงพร้อมจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมและยืดหยุ่น เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้ต่อเนื่อง รวมทั้งยังต้องติดตามปัญหาซับไพรม์ต่อไป แม้จะมีผลกระทบต่อการส่งออกบ้าง แต่เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาสภาพคล่องและเกิดภาวะสินเชื่อตึงตัวในประเทศ</p> คม ชัด ลึก  29  ม.ค.  51