"แม้ว่าแนวทางดังกล่าวจะสามารถดูแลเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถวางใจได้ และปีนี้ยังไม่ควรชะล่าใจ เพราะคาดว่าไทยยังต้องเผชิญกับความผันผวนจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ราคาน้ำมันแพง และความยุ่งเหยิงในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะสหรัฐที่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกและบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน ทำให้การใช้จ่ายในประเทศที่เริ่มฟื้นตัว ยังคงเปราะบาง ดังนั้นการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องสอดรับกัน หากมุ่งเน้นไปด้านใดด้านหนึ่งอาจเกิดผลเสียได้ เพราะฉะนั้นความเป็นไปได้ในการยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% คงยังตอบไม่ได้ ต้องรอดูนโยบายการเงินการคลังควบคู่ไปก่อน" นางธาริษา กล่าว <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดใหม่อาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง มีวินัยการคลังที่ดีไม่ใช้เงินนอกกรอบงบประมาณ ขณะเดียวกันต้องมีโครงการลงทุนรองรับชัดเจน โปร่งใส เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้มีแรงขับเคลื่อนที่คาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 4.5-6%</p> <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">ข่าวสด 29 ม.ค. 51</p>
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรอบการดำเนินงานของ ธปท. ในปี"51 ว่า ปีนี้ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าเศรษฐกิจไทยที่ต้องเผชิญกับความท้าทาย 3 ด้าน คือ 1.การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรอบคอบ และระมัดระวังเป็นพิเศษ ให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องโดยไม่สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ รวมถึงการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่สามารถตั้งเป้าได้ว่า ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ควรจะอยู่ที่ระดับใด แต่ต้องมีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวไม่ให้ฝืนตลาด และเป็นไปตามทิศทางกับค่าเงินในภูมิภาค 2.การสนับสนุนการเคลื่อนย้ายเงินทุนขาออกให้สมดุลระหว่างเงินทุนขาเข้า และลดแรงกดดันต่อค่าเงิน โดยเปิดช่องทางเงินทุน ไหลออกกว้างขึ้น เช่น มาตรการผ่อนคลายให้ผู้ส่งออกถือครองเงินเหรียญสหรัฐนานขึ้นจาก 120 วัน เป็น 360 วัน และ 3.การรักษาความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินในการกำกับความเสี่ยงตามมาตรฐานบัญชี IAS 39