สศค.ชงเมกะโปรเจ็คต์รบ.ใหม่
สศค.ศึกษากรอบเมกะโปรเจ็คต์เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ แนะเร่งรัดการลงทุนตามแผน 1.59 ล้านล้านบาท ช่วง 5 ปีข้างหน้า ดันจีดีพีขยายตัว 5.2-6.2% แม้กดดันยอดหนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 40% ของจีดีพี ยังไม่กระทบ ความยั่งยืนการคลัง เอื้อกระตุ้นอุตสาหกรรมก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ทำการวิเคราะห์บทบาทของการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐ (เมกะโปรเจ็คต์) ต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต เพื่อเสนอให้กับรัฐบาลชุดใหม่ได้รับทราบถึงปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการ และผลกระทบทั้งด้านบวกและลบจากโครงการขนาดใหญ่ โดย สศค.เห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนภายในประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ใกล้ระดับการใช้กำลังการผลิตเต็มที่ (Full Capacity) จึงมีความจำเป็นต้องเร่งขยายการลงทุนในอนาคต
จากการรวบรวมตัวเลขแผนการลงทุนภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ ช่วงปีงบประมาณ 2551-2555 มีกรอบวงเงินลงทุนทั้งสิ้นกว่า 1,59 ล้านล้านบาท สำหรับ 6 สาขา ประกอบด้วย 1) สาขาระบบขนส่งมวลชน (Mass Transit) วงเงิน 2.324 แสนล้านบาท 2) สาขาที่อยู่อาศัย วงเงิน 6.18 หมื่นล้านบาท 3) สาขาทรัพยากรน้ำ วงเงิน 3.361 แสนล้านบาท 4) สาขาการศึกษา วงเงิน 1.373 แสนล้านบาท 5) สาขาสาธารณสุข วงเงิน 4.23 แสนล้านบาท และ 6) สาขาอื่น ๆ วงเงิน 3.991 แสนล้านบาท ได้แก่ สาขาพลังงาน สื่อสาร และอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ผลกระทบในช่วงปี 2551-2555 โดยแยกออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1.กรณีฐาน (Base Case) ที่ไม่มีการเร่งรัดแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (Real GDP growth) ในปี 2551 คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 5.0 ต่อปี ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุลอยู่ที่ร้อยละ 3.3 ต่อจีดีพี สำหรับในช่วงปี 2552-2555 คาดว่าอัตราการขยายตัวจะอยู่ในช่วงร้อยละ 5.3-5.6 ต่อปี ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุลอยู่ในช่วงร้อยละ 0.1-2.2 ของจีดีพี 2.กรณีมีการเร่งรัดการลงทุนโครงขนาดใหญ่ได้ตามแผน ในปี 2551 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 5.2 ต่อปี ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงจากกรณีฐานเป็นร้อยละ 3.2 ต่อจีดีพี สำหรับในช่วงปี 2552-2555 อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้สูงกว่าในกรณีฐาน มาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5.6-6.2 ต่อปี ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลลดลงและอาจขาดดุลได้ในปี 2555 คิดเป็นช่วงร้อยละ 1.9-(-0.6) ของจีดีพี ทั้งนี้ สำหรับผลกระทบที่มีต่ออัตราเงินเฟ้อพบว่า ไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาที่เมื่ออุปสงค์ภายในประเทศ (Domestic Demand) เพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม โครงการลงทุนภาครัฐจำเป็นต้องใช้จำนวนเงินลงทุนค่อนข้างมากประมาณ 1,59 ล้านล้านบาท ซึ่งจะมีผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ โดยจากการคาดการณ์ผลกระทบของการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐต่อฐานะการคลัง พบว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 37.8 ณ สิ้นปี งบประมาณ 2550 มาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 40.0 ในช่วงปี 2551-2555 ซึ่งต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลัง ที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 50 และภาระหนี้ต่องบประมาณคาดว่าจะยังคงไม่เกินร้อยละ 15
แหล่งข่าวกล่าวว่า สศค.จึงเตรียมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลชุดใหม่ ให้เร่งรัดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ เพื่อช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะส่งผลทั้งทางตรงผ่านการใช้จ่ายการลงทุนภาครัฐ และทางอ้อมโดยการชักจูงภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น ภาคการก่อสร้าง ภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
<p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">มติชน 23 ม.ค. 51</p>