การได้พบเห็นหลวงปู่อูเตชนียะ ทำให้เข้าใจถึงข้อแตกต่างระหว่างอริยบุคคลกับคนธรรมดาๆ ได้ชัดเจนขึ้น

 หลังจากไปเรียนวิชาของพระพุทธเจ้ากลับมา ข้าพเจ้าก็มีความสนใจในพุทธศาสนามาก จึงใช้เวลาที่มีอยู่ตามสมควร ค้นคว้าอ่านหนังสือต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นทางธรรมเป็นหลัก แถมมีกัลยาณมิตรทั้งหลาย นำมาแจกจ่ายให้อ่านบ้าง ให้ยืมอ่านบ้าง จนช่วงหลังๆ บ้านของข้าพเจ้าก็มีแต่หนังสือธรรมะ ในรถก็มีแต่ CD ธรรมะของวิปัสสนาจารย์หลายๆท่าน  ระหว่างนั้นก็พยายามปฎิบัติอย่างต่อเนื่องไป แน่นอนว่าในชีวิตทางโลกนั้นมันไม่ง่ายอย่างที่คิด การงานในทางโลก ทำให้เกิดความวุ่นวายใจ และสติแตกอยู่บ่อยๆ  การหากลุ่มสังฆะ  หรือการสร้างกลุ่มสังฆะ เพื่อจะได้มีเวลามาปฎิบัติธรรมและสนทนาเรื่องทางธรรมด้วยกันมีความสำคัญยิ่ง การได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกัลยณมิตรมีความสำคัญ  ทำให้เราได้รับความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติมอยู่เสมอ  ในระหว่างนั้นที่เชียงใหม่ มีกลุ่มสังฆะของหมู่บ้านพลัมกำลังเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง  มีภิกษุ และภิกษุณีลูกศิษย์หลวงปู่ติช นัท ฮันท์ มานำการปฎิบัติ  ข้าพเจ้าได้รับการชักชวนจากกัลยาณมิตรให้ไปเข้าร่วมกิจกรรมวันแห่งสติด้วยกัน  ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสอันดีเอามากๆ และข่าวดียิ่งกว่านั้นก็คือ หลวงปู่ติช นัท ฮันท์  จะมาเมืองไทยเพื่อร่วมงานวันวิสาขบูชาโลก ที่ประเทศเราเป็นเจ้าภาพ  และท่านจะมาจัดงานภาวนาที่เชียงใหม่เป็นเวลา 5 วัน ในหัวข้อ ภาวนาสู่ศานติสมานฉันท์  ตัวข้าพเจ้านั้นชอบหนังสือที่ท่านเขียนมาก โดยเฉพาะเล่มที่ชื่อว่า ปาฎิหาริย์แห่งการตื่นเสมอ   และอีกหลายๆเล่ม  ดังนั้นข้าพเจ้าจะพลาดงานภาวนานี้ได้อย่างไร

    ก่อนที่ข้าพเจ้าจะมาเรียนวิชาของพระพุทธเจ้าเป็นจริงเป็นจังนั้น ข้าพเจ้าก็อ่านหนังสือทางธรรรมมาพอสมควร แต่ก็ไม่ได้เข้าใจในเนื้อหามากนัก   ด้วยความคิดเห็นที่ผิดๆว่า  เรื่องทางธรรมนี้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง แถมคิดไปว่า ก็ขนาดอ่านเรื่องทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องการกำเนิดของจักรวาลและโลก  และอะไรทางวิทยาศาสตร์ระดับ microbiology  ก็ยังพอเข้าใจนี่นา  เรื่องทางศาสนาจะยากอะไร  ช่างเป็นความคิดเห็นที่ผิดไปมากทีเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้ว วิชาของพระพุทธเจ้านั้น จะต้องมีภาคปฎิบัติเสมอ และต้องเข้าห้องทดลองอยู่เกือบตลอดเวลา ห้องทดลองที่ว่า ก็คือการค้นหาและพิจารณากายและจิตของเรานี่เอง  แถมยิ่งศึกษาลึกเข้าไปในกายและจิตของเรา เราก็จะสามารถค้นพบความจริงทั้งหมดที่จะสามารถนำมาอธิบายสิ่งภายนอกทุกอย่างได้ 

 มันเหมือนกับว่า ความจริงแท้ในเรื่องกายและจิตเรานั้น

คือข้ออธิบายของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ อะไรทำนองนั้น 

   ครูบาอาจารย์จึงมีความสำคัญมากในการชี้แนะ และให้คำแนะนำแก่เรา เพื่อเข้าสู่หนทางที่ถูกต้องไม่เฉไปจากวิถีของพุทธที่แท้   ตอนที่ข้าพเจ้าได้อ่านประวัติพระเกจิอาจารย์ของเราหลายๆท่านที่บรรลุธรรม ข้าพเจ้าก็ให้รู้สึกเสียดายเป็นยิ่งนัก  เพราะส่วนใหญ่ท่านเหล่านี้ได้ละสังขารไปแล้ว  ข้าพเจ้านึกในใจว่า ถ้าท่านเหล่านี้ยังอยู่ ข้าพเจ้าจะไปกราบท่าน เพื่อจะขอคำชี้แนะ และถามแนวทางในการปฎิบัติ แน่นอนสิ่งที่เราผู้ปฎิบัติทั้งหลายอยากรู้ก็คือ ท่านทำอย่างไรจึงบรรลุธรรม เรียกว่าไปขอเคล็ดวิชา อะไรประมาณนั้น

    แต่ที่เห็นๆกันชาวพุทธบางส่วนนั้นเห็นว่าการไปหาเกจิอาจารย์ต่างๆ ก็คือการไปทำบุญ ขอโน่น ขอนี่จากท่าน บางคนขอแม้กระทั่งข้าวก้นบาตร หรืออะไรก็ตามที่ท่านจับต้องเพื่อจะเอามาไว้บูชา แทนที่จะมาขอคำชี้แนะ ในหนทางแห่งการปฎิบัติ

  เรื่องนี้ช่างแตกต่างจากชาวฝรั่งต่างชาติที่เข้ามาสนใจในพุทธศาสนา  ท่านเหล่านี้มาเพื่อเอาแก่นแท้ของพุทธศาสน์ มาเอาวิธีการปฎิบัติ ไม่ใช่มาทำบุญหรือมาเพื่อพิธีกรรมใดๆ   พวกเขาตั้งใจมาปฎิบัติและนำไปใช้  แต่พวกเราบางส่วนกลับไม่สนใจในด้านนี้ 

   แถมการปฎิบัติธรรมในสายตาของชาวเราบางส่วนกลับมองไปว่าเป็นเรื่องของคนแก่  คนกำลังจะตาย  บางคนมาสนใจวิถีแห่งการปฎิบัติก็ตอนที่เจ็บป่วย  แทบจะยืนทรงกายไม่ไหว แล้วจะเดินจงกรม นั่งสมาธิได้อย่างไร เมื่อกำลังกายไม่ให้แล้ว 

    ข้าพเจ้าไม่ได้พบเจออริยบุคคลมาก่อน ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่า   ท่านเหล่านี้มีความแตกต่างจากพระทั่วๆไปอย่างไร  ข้าพเจ้าคิดไปเองว่าคงจะเป็นพระผู้สูงวัยและเต็มไปด้วยภูมิความรู้อะไรทำนองนั้น   แน่นอนว่าข้าพเจ้าผู้เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้คิดในแง่ของอิทธิฤทธิ์หรือปาฎิหาริย์แต่อย่างใด   แต่การพบกับอริยบุคคลท่านหนึ่งทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจมาก

    กัลยาณมิตรของข้าพเจ้าซึ่งเป็นรุ่นพี่ผู้อาวุโสและปฎิบัติธรรมมานานพอสมควร  ได้ชวนให้ข้าพเจ้าไปกราบหลวงปู่ชาวพม่ารูปหนึ่ง  ท่านเดินทางมาสอนกรรมฐานที่เชียงใหม่  ท่านอายุ 90 กว่าๆ แล้ว      ชื่อของท่านคือ พระภัททันตะเตชนียะ อัคคมหากัมมัฎฐานาจริยะ      ปัจจุบันท่านอยู่ที่วัดพุทธวาที เมืองย่างกุ้ง    ตอนที่ข้าพเจ้าได้เห็นท่านนั้น ข้าพเจ้าถึงเข้าใจคำว่า ใส  หรือที่ผู้คนมักจะพูดกันว่าท่านใสมากอะไรทำนองนี้  เพราะเมื่อหลวงปู่เดินออกมานั่งเบื้องหน้าเรา  ด้วยวัย 90 กว่าปีนั้น อาจทำให้ท่านดูเชื่องช้า แต่ร่างกายผิวพรรณท่านผ่องใสมาก เหมือนกับว่าท่านมีความสว่างออกมาจากร่างกาย และเมื่อหลวงปู่ท่านนั่งอยู่ตรงนั้น อยู่ๆ บรรยากาศโดยรอบก็สงบเย็นอย่างประหลาด   เหมือนมีพลังด้านบวกครอบคลุมไปทั่วอะไรทำนองนั้น

  ข้าพเจ้าไม่ได้ถามสิ่งใดจากท่านเพราะข้าพเจ้ามากราบและมานั่งสมาธิกับท่านเป็นครั้งแรก พร้อมกับลูกศิษย์ชาวไทยของท่านตั้งหลายสิบคน แถมแต่ละคนก็ดูก้าวหน้าในทางธรรมไปเยอะแล้ว ส่วนข้าพเจ้าก็เป็นเพียงนักเรียนชั้นอนุบาลอยู่ จึงไม่กล้าแม้แต่จะถามสิ่งใด เพราะยังมึนงงในเรื่องของนิยามคำว่ากายกับจิตอยู่ ในช่วงเวลานั้น   แต่การได้พบเห็นหลวงปู่รูปนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจถึงข้อแตกต่างระหว่างอริยบุคคล กับคนธรรมดาๆ ได้ชัดเจนขึ้น