ในบันทึกนี้ เช่นเดียวกับบันทึกในชื่อเดียวกันก่อนหน้านี้ ที่ยังคงพูดถึงความสำคัญของ "การอ่าน" เพราะพระบัญชา "อิกเราะ" หรือ "จงอ่าน" ได้ถูกประทานลงมาแก่ท่านนบีมุหัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) เพื่อนำไปประกาศแก่ชาวอาหรับ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในยุคมืด ยุคที่ชาวอาหรับไม่นิยมเรียนหนังสือ อันเป็นที่รู้จักกันในยุค "ญาฮีลียะฮฺ"
เมื่อชาวอาหรับได้ตอบรับพระบัญชาดังกล่าว และเริ่ม "อ่าน" แสงสว่างก็เริ่มทอแสงขึ้นในหัวใจที่เคยแข็งกระด้าง ในดวงใจของพ่อที่เคยฝั่งทารกหญิงของตนทั้งเป็น ในดวงใจที่เอะอะก็ฆ่าฟันคู่อริอย่างไม่มีเหตุผล ในหัวใจของคนที่ไม่รู้หนังสือ ผู้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ (แม้ว่าโดยข้อเท็จจริงจะมีชาวอาหรับส่วนหนึ่งและเป็นส่วนน้อยจะเข้าเรียนเขียนอ่านในสถาบันที่เรียกกันว่า "กุตตาบ" ก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่กระแสหลักของยุคนั้น)
หลังจากที่ชาวอาหรับเริ่ม "อ่าน" อย่างจริงจัง การอ่านนั่นเองก็ได้เปลี่ยนชาวอาหรับป่าเถื่อนเป็นมุสลิมที่มั่งคั่งด้วยอารยธรรมและต่อมาไม่นานที่ๆพวกเขาไปตั้งหลักแหล่งได้กลายเป็นอู่อารยธรรมที่สำคัญสืบต่อมานับศตวรรษ
ในปัจจุบันนี้ถึงแม้การศึกษาได้เป็นที่แพร่หลายทั่วไปในประเทศนี้ แต่กลับปรากฏว่า "การอ่าน" ของผู้ผ่านการศึกษามายังมีน้อยมากๆ น้อยจนน่าใจหาย และมันได้สืบทอดวัฒนธรรม"ไม่ชอบอ่าน" จากรุ่นสู่รุ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมมุสลิม สังคมของผู้ที่ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงประทานพระบัญชา "จงอ่าน" เหนือพวกเขาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนและหรือสถาบันของมุสลิมเองที่มีเติมหน้าและต่อท้ายชื่อโรงเรียนหรือสถาบันด้วยคำว่า "อิสลาม"
หนึ่งในคุณลักษณะสำคัญของผลผลิตการศึกษาอิสลาม หรือ Islamic Education นั่นก็คือ การคงสภาพการอ่านที่ดำรงอยู่ในตัวผลิตผลของการศึกษานั้นอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต มีความเป็น "นักอ่าน" ตามนัยแห่งพระบัญชาแรกสุดที่ถูกประทานลงมาข้างต้น
และคงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า ย่อมไม่ใช่ผลิตผลของการศึกษาอิสลามหรือ Islamic Education ที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง หากผลิตผลนั้นไม่มีความรักในการอ่านอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แม้ว่านักเรียน-นักศึกษานั้นจะสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่เติมหน้าและต่อท้ายชื่อด้วยคำว่า "อิสลาม" ก็ตาม
วัลลอฮฺฮูอะฮฺลัม
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ครับ แต่ก็เป็นที่น่ายินดีนะครับอาจารย์ ผมว่า 2 ปีที่ผ่านมากับการมาทำงานของผมที่นี่ ผมสังเกตเห็นว่านักศึกษาของเรากระตือรือร้นที่จะอ่านมากขึ้น (สังเกตจากการมาหยิบยื่นหนังสือบนโต๊ะผมไปอ่าน) เพราะผมก็กระตุ้นเขากับอายะห์ดังกล่าวนั่นแหละในตอนสอน โดยมีความคิดว่าถ้าหากเราไม่อ่านเราจะมีความรู้ที่หลากหลายได้อย่างไร และที่สำคัญเหมือนอย่างที่อาจารย์บอกมันต้องอ่านตลอดชีวิตครับ…ใช่เลย
ศานติแด่ท่านอาจารย์ครับ
เป็นความจริงที่ไม่มีมุสลิมหรือศรัทธาชนคนใดกล้าปฏิเสธว่า “การอ่านในนามของพระผู้อภิบาล” นั้นจะช่วยเสริมสร้างสติปัญญา และยกระดับความคิดในเชิงสร้างสรรค์ให้ทั้งผู้อ่านและสังคม เพราะเราในฐานะผู้ตระหนักในปฐมบทแห่งการศึกษาที่ถูกครรลองคลองธรรมตามปฐมโองการต่างประจักษ์กันเป็นอย่างดีในทุกวันนี้ว่าผู้คนในซีกโลกตะวันตกก็ดี ญี่ปุ่นก็ดี หรือแม้แต่ในแวดวงมุสลิมของเราที่มิได้ใส่ใจในโองการแรกนี้ต่างกำลังเดินเข้าสู่มุมอับและความจนตรอกในทางการศึกษา เพราะนอกจากการศึกษาของพวกเขาจะไม่เอื้อประโยชน์ทั้งต่อตนเองและประชาคมโลกอย่างแท้จริงแล้ว การนำการศึกษาเป็นตัวตั้ง แล้วลบด้วยนามแห่งพระผู้อภิบาลนั้น โดยสารัตถะแล้วก็คือการศึกษาไปสู่ความเป็นส่ำสัตว์เดรัจฉานนั่นเอง
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงสังคมมุสลิมเรา (เอาเฉพาะส่วนที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างจริงจัง) เราจะพบปัญหาที่แตกต่างไปจากผู้คนทางซีกโลกตะวันตกและชาวญี่ปุ่น นั่นคือ การศึกษาที่ขีดวงจำกัดว่าเฉพาะในสายของข้าฯ อาจารย์ของข้าฯ อุสตาซของข้าฯ สำนักของข้าฯ ฯลฯ เท่านั้นที่เจ๋ง ที่ถูก นอกนั้น อย่าได้เข้าไปกล้ำกรายหรืออย่าได้ไปพูดคุยกับมัน มิฉะนั้น จะหลงทางเอาง่าย ๆ ไม่ทราบว่าประเด็นนี้ท่านอาจารย์เคยประสบหรือเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างหรือป่าว สำหรับผมในฐานะผู้รู้น้อยและใคร่จะศึกษาเรียนรู้จากผู้รู้มากทั้งหลายมักจะได้ยินได้ฟังมาจนเต็มสองหู จึงขอถือโอกาสระบายอย่างคร่าว ๆ กับท่านอาจารย์มา ณ ที่นี้ หวังว่าเราคงจะได้แลกเปลี่ยนมุมมองทั้งในด้านการศึกษาและด้านอื่น ๆ ที่ท่านอาจารย์ถนัดในโอกาสต่อไปนะครับ ด้วยปณิธานต่อพระองค์
ด้วยจิตคารวะ
อบูนูรชะฮีดะฮฺ