"ความเอ๋ย ความสุข..........ใคร...ทุกคน ชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา
แกก็สุข ฉันก็สุข ทุกเวลา แต่ดูหน้า ตาแห้ง ยังแคลงใจ
ถ้าเราเผา ตัวตัณหา ก็น่าจะสุข ถ้ามันเผา เราก็ "สุก" หรือเกรียมได้
เขาว่าสุข สุขเน้อ? อย่าเห่อไป มันสุขเย็น หรือสุกไหม้ ให้แน่ เอยฯ"
พุทธทาส ภิกขุ
เมื่อจิตใจเราเป็นต้นตอ...บ่อเกิดของความสุขและความทุกข์ ตัวเราในฐานะที่เป็นเจ้าของ...ควรอย่างยิ่งที่ต้องกลับมาใส่ใจ...ดูแล...รักษาใจให้ดี...ประสานใจเป็นอันเดียว....โดยการทำใจให้สงบ..ระงับได้...ตั้งมั่น...ตั้งใจบนฐานจิต....ไม่หวั่นไหวทั้งภายนอก....ภายใน
แม้กับความรู้สึกภายใน ก็มีสติเตือนอก เตือนใจเสมอ...ไม่ไปเที่ยวแสวงหาความสุขภายนอก....แต่กลับมาพึ่งความสุขที่แท้จริงภายใน..ความสุขที่ซ่อนอยู่ในความเงียบ...ความสงบของจิตใจ...สุขอื่นใด...จะยิ่งไปกว่าความสงบเป็นไม่มี..ภายในนิ่ง สงบ ระลึกชอบ คือความเข้มแข็ง เป็นพลัง
ความสุขที่ไม่ต้องซื้อ...ไม่ต้องหา...ไม่ต้องใช้เงิน ใช้ทองแลกมา.......คือ...ความสุขที่เกิดจากความสงบใจภายในตนเอง...ทุกท่านทำได้....ถ้าได้ทำกัน...
เราดำเนินชีวิตกันอยู่นี่ ทำงานกันก็เหน็ดเหนื่อย และก็อยู่ท่ามกลางสังคม ที่เป็นตัวก่อความวุ่นวาย...หรือความเป็นคนเมือง...ปัญหาร้อยแปด....ที่ต้องดิ้นรนกันไปมีให้เห็นมากมายนี้ เพื่ออะไรกันแน่ คำตอบก็คือ เพื่อที่จะมีชีวิตที่ดี เพื่อมีความสุขที่แท้จริง
เราทุกคนต้องพบให้ได้ในชาติ อย่าช้าลงมือทำกัน...พบที่พึ่งภายในด้วยตนเอง ความสุขที่แท้จริงอยู่ข้างในตน...ภายในมีทางออกเสมอ กลับมาสู่ทางสว่างภายในกัน...
ต่อไปให้ดำเนินชีวิต ประสานภายในไปตลอดเวลา ภายนอกก็ทำงานปกติ หน้าที่ตนเองมีอะไรก็กระทำไปด้วย สติปัญญาใช้ตัดสินใจ ทันเหตุการณ์ ก้าวไปด้วยภายใน นำความใส บริสุทธิ์ ถูกต้อง ความแม่นยำ นำออกสร้างสรรค์ชีวิตภายนอก...ออกมาสู่สังคมแวดล้อม...สู่ชีวิตแห่งปัญญา นำทางไปสู่ความสำเร็จชีวิตที่ดี สู่ความสุขที่แท้จริง อย่างเต็มจิตเต็มใจเหมือนดังที่หวังกัน...
ฝึกจิตกันไป ทำบ่อยๆ รู้สึกภายในอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มองเห็นตัวเอง และสิ่งรอบข้างได้อย่างชัดเจน เพื่อจะได้แยกประเด็นสาระได้ทัน ตัดสินใจด้วยสติปัญญา ที่ทุกคนเพียรปฏิบัติธรรม ฝึกจิต ดูใจ อย่างสม่ำเสมอนี่เอง
แยกได้ว่า อะไรคือ ความสุขระดับ..ขั้น...สุขขั้นกาม ที่ต้องพึ่งภายนอกเป็นอามิส...สุขขั้นจิต ที่ยังขึ้นต่อรูป..สมัย..อัตตะ..ยังแวะหลงติดกันอยู่....สุขขั้นจิตแท้ จิตสูงส่งขึ้นพระไตรลักษณ์ จิตเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับอามิส ไม่ขึ้นติดสมัย เป็นอิสระ อิสรภาพ เสรีภาพ ไร้การยึดติดต่อสรรพสิ่ง ปลอดพ้นจากข้อบกพร่องใดๆ ไม่เกี่ยวข้องกับความหมดเปลืองที่ต้องแย่งชิงกัน มีความเต็มอิ่มในตัว อยู่ลำพังจิตใจของตนเองได้ ไม่ต้องขึ้นต่อประสาททั้งห้า กลั่นกรองด้วยดวงจิตภายใน ยั่งยืนเด็ดขาด สังเกตรู้สึกภายใน ไม่จำกัดกาลเวลา เป็นไปตลอด ไม่หลงติด เหนือสรรพสิ่ง
มีความสุข ประสานกับชีวิตประจำวัน ภายนอกมี ภายในก็มี ไม่ทิ้งอย่างใด อย่างหนึ่ง ต่อไปทุกคนฝึกจิตสม่ำเสมอ ฝึกจิตดีแล้ว ทุกคนก็ย่อมมีความสุขที่แท้จริง
เมื่อชีวิตมีความสุขแล้ว พบแล้ว เจอแล้ว ถึงแล้ว นำไปใช้ชีวิตประจำวัน ประสานธรรม ต่อแวดล้อม ต่อครอบครัว ต่อสังคมชุมชน ต่อประเทศชาติ
ดังพระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า "ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะให้เกิดสุข" ถ้าหมู่ใด มีความพร้อมเพรียงกัน ในหมู่นั้น ก็เจริญเพลิดเพลินผล ให้เกิดสุข สมหมาย คลายกังวล เพราะทุกคน สามัคคี ดีต่อกัน"
"เมื่อใจเราสงบแล้ว ความสุขความสบายก็เกิดที่นั่น ไม่ได้เกิดที่อื่น ไม่ได้สุขสบาย เพราะวัตถุข้าวของ ใจเราสบายเท่านั้นแหละความสุข เมื่อใจเราสบายแล้ว ทำอะไรก็สบาย ทำมาหากินค้าขาย การอะไรทุกอย่างเราก็สุขก็สบาย" หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร
"บุคคลที่สนใจธรรมะ และเบนเข็มชีวิตสู่ธรรมะแล้ว ก็จะรู้สึกว่ามีดีขึ้น มีความสุขสบายขึ้น มีความสงบทางจิตใจดีมากขึ้น การงานที่ตนปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ก็เรียบร้อยและก้าวหน้าขึ้นโดยลำดับ" พระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ) วัดชลประทานรังสฤษฏ์ จังหวัดนนทบุรี
Be Happy!
วัชร