รู้อะไรรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว (จะดีหรือ?)

ตั้งหัวข้อล้อเลียน (จงใจ) คำพังเพย "รู้อะไรรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล" ซึ่งอาจจะไม่ตรงบริบทที่เป็นที่มาสักเท่าไร แต่การที่ไม่ตรงบริบทนี่แหละที่เป็นประเด็นของกระทู้นี้ เพราะเกิดการขยายการใช้คำพังเพยนี้ เลยเถิด เป็น value ในสังคมยุคตัดตอน เป็นท่อนๆ ไม่ต่อเนื่อง ที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลาง 

เมื่อก่อนนี้ เรียนแพทย์หกปี ก็นับนานมากแล้ว เพื่อนเตรียมอุดมรุ่นเดียวกับผม เขาไปเรียนวิศวะ 4 ปีจบ ทำงาน พอผมพึ่งรับปริญญาปรากฏว่าเขาก็คั่ว foreman position เป็นหัวหน้า มีลูกน้องในดูแล กำลังเตรียมแต่งงานไปเรียบร้อย แต่ในยุคปัจจุบัน พอจบแพทย์ 6 ปี ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะต้องเตรียมหาที่เรียนต่อ เป็นแพทย์เฉพาะทาง 3 ปีบ้าง 4 ปีบ้าง 5 ปีบ้าง พอเรียนจบแพทย์เฉพาะทาง บางคนก็เรียนต่อสาขาย่อยเฉพาะลงไปอีก เราเรียกว่า "เรียนลงลึก" ลึกจริงๆ บางคนลึกขนาดเริ่มพูดภาษาใต้ดิน คือมนุษย์มนาธรรมดาไม่ใช้พูดกัน ตัวผมเองเรียนภูมิคุ้มกันวิทยา ว่าลึกมากแล้ว พอไปประชุมวิชาการ เจอพวกปริญญาเอกชีวเคมี โอ้ โห เป็น "ภาษาเทพ" หรือ "ภาษานรก" ขุมไหนก็ไม่ทราบ ฟังไม่รู้เรื่องเลย เพราะเต็มไปด้วย jargons ที่จำเพาะเอามากๆ คนที่อยู่นอก field ที่เรียนลงลึกแบบนี จะไม่มีโอกาส หรือโอกาสน้อยมาก ที่จะมีธุระอะไรจะต้องไปใช้ terms เหล่านี้

สาเหตุจริงๆคงจะซับซ้อน แต่จากภาพรวม ดูเสมือนว่าการรับรู้่ว่า "ยังรู้ไม่พอ" จะรุนแรงขึ้น มีความรู้เยอะขึ้น ลึกขึ้น หรือทั้งสองประการในองค์ความรู้หลักเกือบทุกสาขา (หรือทุกสาขา?) 

คำถามที่จะเชื่อมโยงกับหัวข้อก็คือ "เรียนลงลึก" อย่างที่ว่านี้ ช่วยให้เรา "รู้กระจ่าง" จริงหรือ และการรู้กระจ่างเพียงอย่างเดียวนั้น จริงๆแล้วมีความหมายว่าอย่างไร?

มีหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ Knight in rusty armor โดย Robert Fisher ที่มีคนแปลเป็นไทยโดยคุณนรนาท เนรมิตนักรบ ในชื่อว่า "สุภาพบุรุษอัศวิน " มีอยู่ตอนหนึ่งที่อัศวินผู้กำลังอยู่ในพันธกิจ "แสวงหาสัจธรรม" ได้เข้าไปใน "ปราสาทแห่งความรู้่" ภายนอกปราสาทนั้นก็โอ่โถงเหมือนปราสาทธรรมดาๆทั่วๆไป แต่พอเข้าไปข้างใน ปรากฏว่า "ปราสาทแห่งความรู้นี้ มีเพียงห้องเดียว" เท่านั้น

 

สาเหตุที่มีห้องเดียวก็เพราะว่า "ความรู้ที่แท้จริง นั้นเพื่อประโยชน์ของสรรพสิ่งในนิเวศน์" ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงถึงกันหมด ไม่ได้แบ่งแยกเป็นรายวิชา เป็นสาขา

น่าสนใจที่ concept นี้ตรงกับที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงมีพระลิขิตว่า "The True Success is not in the Learning, but in its application for the benefit of mankind."

 ในคนที่ "ลงลึก" เพื่อรู้กระจ่างนั้น ไม่เพียงแต่ลงลึกไปในแง่ biology หรือระดับ molecular level หรือ genetic level เท่านั้น แต่การลงลึกน่าจะหมายถึงการเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึง "ความหมายโดยนัย" ของความรู้ที่ตนลงลึกด้วย ได้แก่ ผลกระทบของสิ่งนั้นต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เพียงแค่ที่ใกล้ชิด แต่ต่อองค์รวม ต่อสิ่งแวดล้อม และชีวิต สังคม

ทว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏว่าการ "ลงลึก" กลายเป็นการศึกษาที่หลุดพ้นจากปรัชญาแห่ง "ความต่อเนื่องเชื่อมโยง"กลายเป็นยิ่งเรียน ยิ่งขุดลงไปสาขาเดียว เช่น  biology, cellular and molecular biology, genetics, biochemistry หรือสาขา physics ก็ลงไปที่ particles หรือ พลังงาน แต่ว่าไม่สามารถจะเชื่อมโยงความรู้ที่มี มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อ "ชีวิต" หรือ "การใช้ชีวิต"ได้

ตรงกันข้าม การลงลึก บางครั้งกลับทำให้ detach จากสิ่งสำคัญๆหลายอย่าง เช่น ความรู้ทางสังคมศาสตร์หลายๆสาขา อาทิ ความดี ความงาม สุนทรียศาสตร์ ปรัชญา การสื่อสาร ศาสนา จิตวิญญาณ ความหลงไหลลงลึกใน hard sciences ที่เกิดผลข้างเคียงเหล่านี้ ทำให้คนใกล้เคียงกับเครื่องจักรกล ที่ทุกๆอย่างเป็น mechanical ไปหมด เป็นความสัมพันธ์แบบสมการเชิงเส้นตรง (linear equation relationship)

หรือคนที่สนใจสังคมศาสตร์ ก็อาจจะเผลอละทิ้งหลุดเลยจากความสำคัญแบบกลไกของสิ่งต่างๆไป แต่จริงๆแล้ว ศาสตร์ต่างๆนั้น ต่างทำให้เกิดสาเหตุและผล ความเชื่อมโยงบางทีอาจจะละเอียดอ่อนมากๆจนต้องใคร่ครวญและพิจารณาอย่างถ่องแท้ และความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงบางอย่าง อาจจะเกิดกว่าที่ประสาทสัมผัสหยาบของมนุษย์จะวัด หรือสำแดงออกเป็นภาษาได้ แต่เรารู้ว่ามันมีอยู่จริง เช่น ความรัก ความเมตตา กรุณา

รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว

หมายความว่าอย่างไร (หรือ "ควร" จะหมายความว่าอย่างไร?) ในความเห็นของผม มันไม่จำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องอะไรเป็นพิเศษ เพราะศึกษาเรียนเรื่องใดๆก็ตาม สุดท้าย ก็จะนำไปสู่ความจริงแท้แห่งความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงเสมอ (interconnectedness) ศึกษาชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ กฏหมาย ศาสนา ฯลฯ สุดท้ายเมื่อความรู้นี้มี "ความหมาย" ขึ้นมา ก็เพราะมีผลต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม

เราจะไม่มีวันบอกว่า "เราเข้าใจกระจ่าง" ในเรื่องใดๆ จนกว่าเราจะเดินทะลุกรอบของวิชานั้น และมองเห็นความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นๆ กับความจริงอื่นๆ กับความงามอื่นๆ และกับความดีแห่งจักรวาล