หลังละหมาดซุนนะห์อีดิลอัฏฮาเมื่อวาน(20 ธันวาคม 2550)ผมไปที่บ้านโต๊ะตูวอ (แม่ยาย) ซึ่งอยู่ซอยถัดไปจากบ้านที่ผมอยู่ ซึ่งท่านทำอาหารเลี้ยงเนื่องในวันอีดเป็นประจำทุกปี

หลังจากท่านอาหารเสร็จก็นั่งคุยกันต่อตามประสานานๆเจอกันที ก็คุยกันหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องน้ำท่วม เศรษฐกิจ การเมือง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงเรื่อง การละหมาดซุนนะห์อีดิลอัฎฮาปีนี้ (ฮ.ศ.1428) ซึ่งมีการละหมาดกัน 2 วัน คือวันพุธและวันนี้(วันพฤหัสบดี) ก็มีการวิเคราะห์วิจารณ์กันพอหอมปากหอมคอ ท่านหนึ่งในวงเป็นนักดะวะฮฺ ท่านก็ว่า ปัญหานี้ไม่ใช่อะไรหรอก หากเรา"ฏออัต" ต่อผู้นำของเราก็จบ ปัญหาก็จะไม่มี อีกท่านหนึ่งแย้งว่า การจะ"ฏออัต" ต่อผู้นำนั้นก็ต้องดูว่าเรื่องนั้นมันถูกต้องตามหลักศาสนาหรือไม่ ก็นำเสนอเหตุผลกันไปอย่างมีเหตุมีผล และที่น่าสนใจก็คือ ท่านหนึ่งในกลุ่มเป็นข้าราชการท่านบอกว่า เราคงต้องเอาเรื่องนี้มาเป็นบทเรียนและคิดว่ามันคงจะไม่ง่ายนักที่จะหาข้อสรุปที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แต่สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งหลังจากนี้ก็คือ "กระบวนการให้การศึกษา เรียนรู้ที่เป็นวิชาการ" ควรจะเกิดขึ้นในทุกระดับของกลุ่มมุสลิมในประเทศนี้ และต้องให้เกิดอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ที่มีมุสลิมอาศัยอยู่ และกระบวนการนี้จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอจนกระทั่งทุกฝ่ายได้เข้าสู่ "กระบวนการที่ได้รับรู้รับฟัง" สารัตถะแห่งวิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้อง และแม้ว่า มันอาจจะไม่เป็นที่ยอมรับเสียทีเดียว แต่นั่นนับเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญของประวัติศาสตร์มุสลิมในประเทศนี้ หาไม่แล้วอีดทั้งสองในปีหน้าและปีถัดๆไป เหตุการณ์เดิมๆนี้ก็อาจจะหวนกลับมาฉายฉานในสังคมของเรา ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียวที่นึกสนุกและปรารถนาที่จะให้มันเกิดขึ้น

หวังใจว่าบันทึกอันเปรียบเสมือนเสียงเล็กๆนี้จะนำไปสู่ความพยายามเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของมุสลิมในประเทศนี้ อินชาอัลลอฮฺ และแน่นอนว่า หากมิใช่ด้วยความประสงค์ของพระผู้ทรงกรุณาปรานีแล้วไซร้ เราคงไม่อาจลิ้มชิมรสชาติอันหอมหวานของความเป็น"พี่น้องในอิสลาม" ดั่งที่เหล่าศอหาบะฮฺแต่ก่อนนี้ได้ลิ้มชิมมาแล้ว